หลายประเทศ เช่น โรมาเนีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ กัวเตมาลา ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ได้หันมามีนโยบายยุติการรับบุตรบุญธรรมระหว่างประเทศ
หลายประเทศ เช่น เกาหลีใต้ รัสเซีย บราซิล ยูเครน ได้เปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อกฎหมายเกี่ยวกับการรับบุตรบุญธรรมทั้งในประเทศ (domestic adoption) และโดยเฉพาะระหว่างประเทศ (international adoption) ให้รัดกุมยิ่งขึ้น
เรื่องอื้อฉาวในการรับบุตรบุญธรรมระหว่างประเทศ ในระยะหลังๆ ก็คือ การที่มีศาลในหลายประเทศตัดสินลงโทษพ่อแม่บุญธรรมกระทำผิดข้อหาฉกรรจ์ต่างๆ ต่อบุตรบุญธรรม เช่น ฆาตกรรม ล่วงละเมิดทางเพศ ทอดทิ้ง ค้ามนุษย์ ทรมาน ฯ * เมื่อปีที่แล้ว ศาลประเทศกาตาร์ตัดสินจำคุกสองพ่อแม่บุญธรรมชาวอเมริกันเชื้อสายจีน เนื่องจากบุตรบุญธรรมจากประเทศกานาวัย 8 ขวบเสียชีวิตอย่างมีเงื่อนงำว่าเกิดจากการทอดทิ้งจนขาดอาหาร และสำนวนฟ้องมีความสงสัยว่าจะเกี่ยวกับการซื้อขายอวัยวะ คดีนี้ศาลอุทธรณ์เพิ่งจะยกฟ้องไป
ในบ้านเรา เดือนสิงหาคมที่ผ่านมา หลังจากพบว่าหญิงไทยร้อยๆ คนในหลายคลินิก ที่กำลัง “อุ้มบุญ” ให้กับทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ เช่น ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย ฝรั่งเศส อังกฤษ อเมริกัน ฯ หนึ่งในหลายวิธีส่งมอบตัวเด็กเมื่อคลอดแล้ว คือ อาศัยกฎหมายบุตรบุญธรรม นสพ.บ้านเมือง 12 สิงหาคม 2557 พาดหัวข่าวว่า “พม.ตื่นล้อมคอก ‘อุ้มบุญ’ สอบการรับบุตรบุญธรรม”
ตามกฎหมายไทย เมื่อบุตรไม่มีหรือไม่แจ้งชื่อบิดา บุตรย่อมเป็นของมารดา จากนั้นมารดาก็ค่อยไปยกเด็กเป็นบุตรบุญธรรมได้ เรื่องแบบนี้ทำได้ไม่ยากแม้จะมี “ขั้นตอน” ต่างๆ เช่น ต้องผ่านคณะกรรมการรับเด็กเป็นบุตร มีการตรวจสอบประวัติ แม้ในกรณีพ่อแม่บุญธรรมเป็นชาวต่างชาติ จะต้องมีการตรวจสอบระหว่างรัฐต่อรัฐ ก็ตาม
กรณีเด็กอุ้มบุญไทย-ญี่ปุ่น 14 คน ที่ทำให้สังคมไทยตะลึงนั้น ตำรวจชุดตรวจสอบพบว่าทำเป็นขบวนการ มีการเตรียมเป็นระบบ ในขณะนำเด็ก 4 คนออกจากประเทศไทยไป นายชิเกดะ มิตซูโตกิ ถูกตำรวจตรวจคนเข้าเมืองสนามบินสุวรรณภูมิ ซักถามตรวจสอบที่นำเด็กสัญชาติไทยออกนอกประเทศทั้งที่นายชิเกดะมีสัญชาติญี่ปุ่น แต่แล้วตำรวจคนเข้าเมืองต้องปล่อยตัวเขานำพาเด็กเดินทางออกนอกประเทศไป เมื่อนายชิเกดะแสดงหลักฐานสำเนาคำสั่งศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง ที่มีเนื้อหาให้ตัวเขาเป็นผู้ปกครองเด็กสัญชาติไทย
นายชิเกดะ สัญชาติญี่ปุ่น อายุ 24 ปี เดินทางเข้าออกประเทศไทยมาตั้งแต่ ปี 2555 ถึง ปี 2557 เดินทางเข้าออก 65 ครั้งภายใน 2 ปี
ไม่เพียงแต่ในประเทศไทยเท่านั้นที่เกิด “ช่องว่าง” ปลอมแปลงเอกสารและการคอร์รัปชัน เนื่องจากการตรวจสอบเอกสารเชิงลึกจากระดับท้องถิ่น หละหลวมไม่เคร่งครัด ตลอดจนการกระทำเป็นขบวนการตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำด้วยการร่วมมือระหว่างหน่วยงานรัฐและเอเย่นต์ตลอดจนองค์กร ‘การกุศล’ อำนวยการรับบุตรบุญธรรม ทั้งหลายทั้งปวงทำให้ขั้นตอนทุกชนิดผ่านฉลุย ยิ่งเมื่ออ้างกันเป็นทอดๆ ว่า “ทำเพื่อเด็กจะได้ไปมีอนาคตที่ดีกว่าในประเทศที่ร่ำรวยกว่า” การตรวจสอบต่างๆ จึงแทบไม่เคยเป็นอุปสรรค
ในประเทศเลบานอนที่มีการตรวจสอบการรับบุตรบุญธรรมระหว่างรัฐต่อรัฐอย่างที่เรียกว่าเข้มข้น ในการรับบุตรบุญธรรมระหว่างประเทศแบบเปิด คือ ต้องมีหลักฐานทะเบียนเกิดชื่อมารดา ที่เกิด ฯ เปิดเผย ครบพร้อม แต่เมื่อบุตรบุญธรรมชาวเลบานอนคนหนึ่งผู้เติบโตมีงานทำมีฐานะมั่นคงในประเทศฝรั่งเศสได้กลับมาหาภูมิกำเนิด กลับพบว่าแม้ชื่อตนเอง ก็เป็นชื่อปลอม รายละเอียดทุกอย่างเช่น ชื่อมารดา ถิ่นที่อยู่ ก็ไร้ตัวตน สืบค้นหาไม่ได้ เขาจึงตัดสินใจกลับมาตั้งรกรากในเลบานอน นำการเคลื่อนไหวประเด็นต่างๆ เกี่ยวกับการฉ้อฉลต่างๆ ในการรับบุตรบุญธรรมระหว่างชาติ เรื่องราวเช่นนี้ก็มีในเกาหลีใต้ ดังจะได้กล่าวถึง
ฉะนั้น จึงเป็นการ “ตื่น” ที่ถูกต้อง ที่อธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ นายปกรณ์ พันธุ ตั้งแต่เมื่อเดือนสิงหาคม ได้เตรียมตรวจสอบขั้นตอนการรับบุตรบุญธรรมของทั้งกรณีน้องแกรมมี่ที่มีอาการดาวน์ซินโดรมและบิดาไม่รับตัวไปออสเตรเลีย และกรณีเด็กอุ้มบุญไทย-ญี่ปุ่น 14 คนดังกล่าว
แต่การ “ตื่น” ที่ว่า นี้ ลืมตาหรือไม่ หรือว่าแค่งัวเงีย ปล่อยให้ กฎหมายและการรับบุตรบุญธรรม โดยเฉพาะระหว่างประเทศ ‘นิทรา’ ต่อไปอีก
ความเคลื่อนไหวแก้ปัญหา “อุ้มบุญ” ได้ทำให้ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองเด็กที่เกิดขึ้นโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ ทางการแพทย์ พ.ศ. ... มีการเร่งรัด ผลักดัน รุดหน้าไปเรื่อยๆ แต่จะแก้ปัญหาได้เพียงใด เพื่อใครบ้าง หรือสร้างปัญหาอื่นต่อไป ไม่ใช่จุดมุ่งหมายของบทความนี้ ที่ต้องการชี้ประเด็นว่า ตราบใดที่สังคมไทยยังไม่มีการศึกษาวิจัยทบทวนแก้ไขเพิ่มเติม กฎหมายบุตรบุญธรรมทั้งในประเทศและโดยเฉพาะระหว่างประเทศ แต่ปล่อยให้ “นิทรา” อย่างที่เป็นอยู่มาจนถึงวันนี้ รูรั่วที่เปิดให้การ “อุ้มบุญ” ก็จะยังรั่วต่อไป ไม่ว่าจะแก้ไข กฎหมาย “อุ้มบุญ” ในมิติความถูกต้องความโปร่งใสทางกฎหมายควบคุมแพทย์ คลินิก หญิงผู้รับอุ้มท้อง ผู้เป็นเจ้าของไข่เจ้าของสเปิร์มฯ อีกสักเพียงไหนก็ตาม
การรับบุตรบุญธรรม มีมานาน คู่โลก เช่น ในสังคมโรมันที่มีกฎหมายรองรับ ในสังคมแอฟริกันและสังคมเอเชียโบราณที่เพิ่งจะมามีกฎหมายรองรับภายหลัง ข้อดีข้อเสียตลอดจนช่องโหว่ของกฎหมายรับบุตรบุญธรรมย่อมวิวัฒนาการไปตามความเป็นไปของสังคม
ด้านมืดของกฎหมายบุตรบุญธรรม มีแต่จะทวีความซับซ้อนยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ในโลกปัจจุบัน ซึ่งในหลายประเทศกำลังตรวจสอบ สร้างความโปร่งใส นำไปสู่การแก้ไขเพื่อ “ประโยชน์สูงสุดสำหรับเด็ก” อย่างแท้จริง.. (จบตอน 1 มี 4 ตอนจบ)
*ผู้สนใจดู www.amfor.net

