วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

"อภัยโทษ"รับวันแห่งความรัก

ในเดือนแห่งความรักอย่างเดือนกุมภาฯ บ้านเมืองของเรากลับไม่สดใสซาบซ่า แถมยังมีบรรยากาศตึงเครียดแปลกๆ

        เปิดฉากวันที่ 1 กุมภาฯ ก็เกิดระเบิดในย่านเศรษฐกิจใจกลางกรุงเทพฯ เป็นระเบิดหน้ากล้องวงจรปิด ปฏิบัติการแบบเย้ยฟ้าท้าดิน สีกากีน้อยใหญ่ก็ได้ยิน เพราะเสียงระเบิดดังไปถึงสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แต่จนป่านนี้ก็ยังจับกุมใครไม่ได้

       หลังสิ้นเสียงระเบิดมีการกล่าวหาพาดพิงไปถึง "กลุ่มการเมือง" ที่อยู่เบื้องหลัง เป็นกลุ่มการเมืองที่อ้างว่า "อยากเลือกตั้ง" แต่ไปๆ มาๆ ระเบิดที่ส่งเสียงดัง ฝ่ายที่ได้ประโยชน์อย่างจังดูจะเป็นกลุ่มที่ครองอำนาจอยู่ เพราะประชาชนต่างยกมือชู "เชียร์กฎอัยการศึก"

       ถัดมาอีกวัน "ป.แห่งบ้านหลายเสา" ก็ออกมาปลุกเร้าให้ร่วมกันตั้งศาลเพียงตาต่อต้านคนโกง แล้วก็มีประโยคที่ถูกผูกโยงทำนองว่า...บ้านเมืองนี้ไม่ใช่ของ "ป.อำนาจล้น" เพียงคนเดียว หลายคนถอดรหัสแล้วเสียว ไม่รู้ว่าข้องเกี่ยวกับเรื่อง "ศัตรูเก่าสำลักข้าว" หรือ "คนในหมู่พวกเรา" อย่าง "ป.ป่ารอยต่อ" ที่เพียรต่อท่อจับมือกับเพื่อนบ้านฝั่งตะวันออก กางแผนที่ตีตารางอ่าวไทยกันอย่างครื้่งเครงกันแน่

       ท่าทีของ "ป.หัวขบวน" จึงสร้างความกระอักกระอ่วนให้บรรดากองเชียร์ เพราะแกนหลักๆ หลายคน เช่น กลุ่มนักธุรกิจกู้ชาติ ก็เริ่มเชื่อทฤษฎี "เกี้ยเซี้ย" ระหว่างอำนาจเก่ากับกลุ่มอำนาจปัจจุบัน ทำนองว่าสถานการณ์ฮึ่มๆ รายวันที่ปรากฏอยู่นั้น มันก็แค่ละครฉากใหญ่ตบตา เพราะตอนจบของเรื่องที่กำลังจะตามมา มันก็หนีไม่พ้นกระบวนการ "นิรโทษ-อภัยโทษ"

       ใครได้ฟัง อาจารย์บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานคณะยกร่างกติกาประเทศฉบับใหม่ ปาฐกถาเอาไว้ที่อุดรฯ ในวันแห่งความรัก ก็คงทราบอุทาหรณ์บทนี้ดี

       ...ประเทศไทยมีสภาพเป็นไข้รุม ความขัดแย้งเปรียบเป็นไข้ เราต้องรักษาไข้ ถ้าไข้ขึ้นสูง ทิ้งไว้นานๆ ก็ช็อก การรักษาเฉพาะไข้อย่างเดียวไม่พอ ต้องถามลงไปลึกๆ ว่าอะไรคือสาเหตุของไข้ เหมือนยอดภูเขาน้ำแข็งที่โผล่พ้นน้ำขึ้นมาไม่มาก แต่ข้างล่างคือฐานที่มาขนาดใหญ่ นั่นคือต้นเหตุแห่งปัญหา มันคือความไม่เป็นธรรม คนในเมืองเข้าถึงทรัพยากร คนนอกเมืองเข้าไปไม่ถึง หากไข้หายโรคไม่หาย ประเทศไทยก็กลับมาขัดแย้งอีก คนเขียนรัฐธรรมนูญต้องมีเป้าหมาย เป็นไข้ต้องรักษา...

      ...ความขัดแย้งต้องยุติ ประเทศจึงจะพ้นวิกฤติ กำลังคุยกันอยู่ว่าต้องมีคณะกรรมการปรองดองแห่งชาติ สร้างบรรยากาศให้ปรองดองทั้งประเทศ ประกอบไปด้วยผู้ทรงคุณวุฒิ 9 คน คู่ขัดแย้ง 5 คน โปรดเกล้าฯโดยพระมหากษัตริย์ มีอำนาจศึกษาหาทางออกความขัดแย้งจากงานที่ศึกษาไว้แล้วของ คอป. (คณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ) สถาบันพระปกเกล้า และมหาวิทยาลัยต่างๆ...

      ...คณะกรรมการปรองดองแห่งชาติจะทำหน้าที่พิจารณารายงานผลการศึกษาปัญหาและข้อเสนอของคณะกรรมการชุดต่างๆ ที่ได้เคยศึกษามาแล้ว จากนั้นก็แสวงหาข้อเท็จจริงอย่างเป็นเรื่องเป็นราว เชิญผู้ที่เกี่ยวข้องเข้ามาให้ข้อมูล ซึ่งหากผู้ที่เกี่ยวข้องยอมรับผิด ก็อาจจะต้องให้อำนาจคณะกรรมการชุดนี้เสนอพระราชกฤษฎีกาอภัยโทษแก่คนที่ให้ข้อเท็จจริงครบถ้วนแก่คณะกรรมการ นำขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวาย ขณะเดียวกันต้องมีกระบวนการเยียวยาผู้ที่เสียหาย บาดเจ็บล้มตาย และฟื้นฟู...

       นี่คือ "โรดแมพปรองดอง" จะเป็นฉบับอาจารย์บวรศักดิ์ หรือ คสช.ยังไม่มีใครรู้ แต่ที่รู้ๆ จุดหมายปลายทางคือ "อภัยโทษ" คดีคอร์รัปชันอาจเป็นข้อยกเว้น แต่คดีการเมืองอย่าง "ถอดถอน" นั้น ได้อานิสงส์แน่

       ส่วนคดีอาญาคาชามข้าวที่ใครต่อใครบอกว่า "โดนแน่ๆ" ลองไปกระซิบถามทนายแผ่นดินดูว่าที่เขารีบฟ้องทั้งๆ ที่เพิ่งเรียกร้องให้แก้ "ข้อไม่สมบูรณ์" นั้น เขาหวังผลอะไร

       ได้สดับตรับฟังแล้วอาจจะได้สบายใจ ฉลองควันหลงวาเลนไทน์กันไป... สมดั่งสโลแกนเที่ยวไทย "เมืองไทย ไม่ไปไม่รู้"