การลอบวางระเบิดบริเวณสถานีรถไฟฟ้ากลางเมือง ย่านสยามสแควร์ เมื่อช่วงค่ำวันที่ 1 ก.พ.ที่ผ่านมา
ซึ่งเกิดขึ้นครั้งแรกหลังจากที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้าบริหารประเทศ สำหรับสาเหตุของการลอบวางระเบิดอยู่ระหว่างการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ แม้ข่าวที่ออกมาจะรู้กันบ้างแล้วว่าความน่าจะเป็นของเหตุจูงใจในครั้งนี้เกิดจากอะไร แต่เป็นที่น่าสังเกตว่า ทันทีที่มีเหตุการณ์วางระเบิด ก็ปรากฏคำอธิบายต่างๆ ถึงสาเหตุของการวางระเบิดในครั้งนี้ ซึ่งขึ้นกับว่าคนอธิบายเป็นใคร
หลังเกิดเหตุการณ์ระเบิด คำอธิบายในเรื่องความเกี่ยวโยงทางการเมือง เป็นไปอย่างกว้างขวางจากกลุ่มการเมืองต่างๆ บางกลุ่มระบุว่า เป็นการสร้างสถานการณ์เพื่อคงกฎอัยการศึกเอาไว้ของฝ่ายทหารเอง บางกลุ่มมองว่า เกี่ยวข้องกับกลุ่มการเมืองที่ไม่พอใจกับสถานการณ์การเมืองในขณะนี้ โดยเฉพาะการตัดสินคดีความทางการเมืองสำคัญในช่วงที่ผ่านมา แต่ทั้งหมดก็ต้องรอเจ้าหน้าที่หาตัวผู้กระทำผิดและสอบสวนกันอย่างละเอียดเท่านั้น ซึ่งทุกคำอธิบายล้วนแต่มีความเป็นไปได้ทั้งสิ้น
หากย้อนกลับไปในช่วงปีที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่าหลังจากคสช.เข้าบริหารประเทศแล้ว เหตุการณ์เช่นเดียวกันนี้ได้สงบลงไปนานหลายเดือน โดยเฉพาะเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มทางการเมืองที่มีความขัดแย้งกันอย่างรุนแรง และหากมองในแง่ดีก็จะเห็นได้ว่าผู้ที่อยู่ในความขัดแย้งจากการเมืองนั้นกำลังรอกติกาทางการเมืองใหม่ และยอมรับกรรมการกลางอย่างคสช.เพื่อมากำหนดกติกาบ้านเมืองใหม่ หลังจากที่แต่ละฝ่ายต่างไม่พอใจกับกฏกติกาเดิมที่มีอยู่ก่อนหน้านั้น และเดินสู่ท้องถนนทุกครั้งไม่ว่าใครจะมาเป็นรัฐบาล
เหตุการณ์วางระเบิดในครั้งนี้ อาจทำเพียงเพื่อข่มขู่ หรือต้องการแสดงความไม่พอใจอะไรบางอย่าง ซึ่งโชคดีที่ไม่เกิดความสูญเสียในชีวิตของผู้คนเหมือนในอดีต แต่อย่างน้อยก็แสดงให้เห็นว่าสังคมไทยยังนิยมใช้ความรุนแรงในการแสดงออก หรือ แสดงความไม่พอใจ ไม่ว่าจะมาจากสาเหตุใดก็ตาม โดยไม่สนใจว่าจะเกิดผลกระทบอย่างไรต่อผู้อื่นที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ดังนั้นหากกรณีเกี่ยวข้องกับการเมืองด้วยแล้ว ก็ยิ่งแสดงให้เห็นว่าในอนาคตยังมีความเป็นไปได้สูงที่ความขัดแย้งรุนแรงจะกลับมาอีกครั้ง
แน่นอนว่าภาครัฐในฐานะหน่วยงานที่ดูแลความสงบเรียบร้อยของสังคม ย่อมมีวิธีการจัดการตามแบบฉบับของอำนาจรัฐ นั่นคือ การสร้างสถานการณ์ดังกล่าวถือว่ามีความผิดตามกฎหมาย ดังนั้นจึงต้องหาตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษ โดยเชื่อว่าการลงโทษเท่านั้นที่สามารถช่วยระงับเหตุดังกล่าวได้ แต่การก่อเหตุในลักษณะนี้ ไม่ใช่ว่าผู้ก่อเหตุไม่รู้ว่ามีความผิดตามกฎหมาย แต่ต้องการจะท้าทายกฎหมายเพื่อแสดงออกอะไรบางอย่าง ซึ่งก็เหมือนกับสถานการณ์ในลักษณะเดียวกันนี้ในช่วงเวลาอื่น
เราเห็นว่าในขณะนี้รัฐบาลและคสช. อยู่ระหว่างขั้นตอนการสร้างความปรองดอง ด้วยการร่างกติกาทางสังคมการเมืองใหม่ และสร้างกติกาทางสังคมที่น่าอยู่ยิ่งขึ้น แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแสดงให้เห็นว่าสังคมไทยยังพร้อมที่จะใช้ความรุนแรงเข้าแก้ปัญหา ซึ่งการใช้ความรุนแรงเป็นวิธีการแก้ปัญหานั้นถือว่าเป็นแนวโน้มที่น่าวิตกยิ่งกว่าความขัดแย้งทางความคิดเห็นทั่วไป เพราะแสดงให้เห็นว่าสังคมไทยในอนาคตกำลังจะคุ้นชินกับความรุนแรง และเห็นว่าเป็นทางออกเพียงทางเดียวเท่านั้น









