ฐานะทางการเงินการคลังของรัฐบาลเป็นสิ่งที่จะช่วยบอกว่า เราสามารถรองรับปัญหาสังคมชราภาพได้มากน้อยแค่ไหนอย่างไร
ในอนาคต ระบบสวัสดิการของไทยต้องดึงมามีส่วนร่วมของผู้ที่ได้รับสิทธิประโยชน์และภาคเอกชนด้วย เนื่องจากเราไม่ได้เป็นประเทศที่มีฐานรายได้ภาษีสูงนักเมื่อเทียบกับจีดีพี
ช่วงปี พ.ศ. 2552-2557 รายได้ของรัฐบาลกว่าร้อยละ 90 มาจากภาษีอากร รัฐมีรายได้ทั้งหมดประมาณ 1.7-2.3 ล้านล้านบาท รายได้จากภาษีคิดเป็นร้อยละไม่เกิน 20 ของจีดีพีหรือประมาณ 1.5-1.9 ล้านล้านบาท เมื่อเทียบกับประเทศพัฒนาแล้วที่มีระบบสวัสดิการที่เข้มแข็งจะมีรายได้ภาษีเทียบกับจีดีพีสูงกว่าไทยมาก
(Esping-Anderson, 1990) ระบบรัฐสวัสดิการถูกแบ่งออกเป็นสามกลุ่มใหญ่ๆ โดยจัดตามกรอบความคิดแบบกว้างๆ เพื่อให้เกิดความง่ายในจัดกลุ่ม มีรายละเอียดดังนี้
1. กลุ่มประเทศที่ใช้ระบบสวัสดิการแบบเสรีนิยม (Liberal Regimes) มีลักษณะเป็นการให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ที่อยู่ในภาวะขัดสนโดยแท้จริง ระบบสวัสดิการแบบนี้จะเข้าไปช่วยเหลือบุคคลผู้ประสบความยากลำบากในการดำเนินชีวิต มีความแร้นแค้นทางเศรษฐกิจและครอบครัวไม่อยู่ในฐานะที่ดูแลได้ ระบบสวัสดิการแบบนี้แนวทางการจัดระบบสวัสดิการแบบนี้จะให้ความสำคัญกับกลไกตลาดมากกว่าบทบาทของรัฐบาล จึงต้องการให้ภาคประชาชนมีบทบาทสำคัญในการจัดสวัสดิการ ส่วนรัฐบาลจะเข้าไปจัดการเฉพาะส่วนที่ประชาชนดูแลตัวเองไม่ได้ ระบบแบบนี้ใช้ในสหรัฐอเมริกา
2. กลุ่มประเทศที่มีระบบสวัสดิการแบบวิสาหกิจ (Corporate Regimes) เป็นระบบสวัสดิการที่จัดบนพื้นฐานของการทำงานและลูกจ้างและผู้ใช้แรงงานต้องมีส่วนร่วมในการจ่ายเงินสมทบ ผู้ที่ได้รับสวัสดิการต้องอยู่ในระบบการทำงานที่ร่วมจ่ายเงินสมทบ
3. กลุ่มประเทศที่มีระบบสวัสดิการแบบสังคมนิยมประชาธิปไตย (Social Democratic Regimes) เป็นระบบที่รัฐจะทำให้หน้าที่ในการจัดสรรบริการทางสังคมและระบบสวัสดิการสังคมให้กับประชาชนทุกคน รัฐไม่สนใจว่าจะยากจนหรือช่วยเหลือตัวเองได้หรือไม่ ประเทศที่ใช้ระบบนี้จะเก็บภาษีในอัตราสูง ประชากรไม่มากและมีระบบเศรษฐกิจที่ก้าวหน้า เช่น ประเทศในแถบสแกนดิเนเวีย ประเทศเยอรมัน เป็นต้น
ประเทศต่างๆ สามารถสร้างทางเลือกในนโยบายสวัสดิการสังคมว่าจะเป็นเช่นใด ใช้แนวทางไหน สามารถมีระบบสวัสดิการสำหรับทุกคนแบบทั่วถึงถ้วนหน้า (Universal Welfare) กับสวัสดิการสำหรับเฉพาะผู้ที่มีสิทธิได้รับ (Selectivity) เช่นสวัสดิการสำหรับคนยากจนและผู้มีรายได้น้อยเท่านั้น ประเทศส่วนใหญ่จะจัดระบบสวัสดิการสำหรับผู้มีรายได้น้อย (Selectivity) ซึ่งจะทำให้มีการใช้งบประมาณและทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพมากกว่า อย่างไรก็ตาม การจัดสวัสดิการแบบนี้มีต้นทุนสูงในการแยกแยะผู้มีสิทธิได้รับผลประโยชน์สวัสดิการ
รัฐบาลไทยได้พัฒนาระบบและโครงการสวัสดิการต่างๆ ให้กับประชาชนชาวไทย ผลการประเมินรายจ่ายด้านสวัสดิการสังคมของประเทศไทย โดยการอ้างอิงข้อมูลของ International Institute for Management Development (IMD) พบว่า ในปี พ.ศ. 2552 ประเทศไทยได้รับการจัดอันดับด้านสวัสดิการสังคมในกลุ่ม 57 ประเทศ ที่สำคัญ 2 ด้าน ด้านการศึกษา ประเทศไทยถูกจัดอันดับที่ 47 ของโลก โดยหากเปรียบเทียบในภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิก พบว่าสัดส่วนรายจ่ายด้านการศึกษาต่อ GDP ของไทยอยู่ในระดับที่สูงกว่า ค่าเฉลี่ยของภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิก แต่ปรากฏว่าคุณภาพการศึกษายังต้องพัฒนาอีกมาก และ สัดส่วนคนที่เข้าเรียนระดับมัธยมศึกษาของไทยยังมีสัดส่วนน้อยกว่าหลายประเทศในเอเชีย แปซิฟิก ด้านสาธารณสุข ด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อมถูกจัดอยู่ในอันดับที่ 50 ของโลก โดยหากเปรียบเทียบในภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิกด้วยกัน พบว่า รายจ่ายด้านสาธารณสุขต่อ GDP ไม่ได้แตกต่างจากค่าเฉลี่ย ประเด็นที่สำคัญสำหรับการใช้จ่ายด้านสวัสดิการสังคม คือ การเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย โดยกลุ่มคนจนสามารถเข้าถึงบริการด้านสวัสดิการสังคมเพื่อการสังคมสงเคราะห์และการศึกษาได้ค่อนข้างน้อย แม้ว่าจะสามารถเข้าถึงบริการสาธารณสุขได้เป็นอย่างดี
กลไกแรกของระบบประกันสังคมในประเทศไทยเพื่อสร้างหลักประกันในชีวิตและการทำงานให้กับผู้ใช้แรงงาน คือ การมีกองทุนเงินทดแทน สำหรับให้ความคุ้มครองผู้ใช้แรงงานกรณีที่ประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยอันเนื่องมาจากการทำงาน
มีความพยายามผลักดัน กองทุนการออมแห่งชาติ มาหลายปีแต่ยังไม่สามารถผ่านมาเป็นกฎหมายบังคับใช้ได้คงต้องติดตามว่าจะสามารถทำให้สำเร็จในรัฐบาล คสช. หรือไม่ ก่อนปี พ.ศ. 2533 เมื่อพระราชบัญญัติประกันสังคมมีการบังคับใช้ มีเพียงข้าราชการและพนักงานในบริษัทขนาดใหญ่เท่านั้นที่มีระบบสวัสดิการ ผู้เขียนในฐานะผู้นำนักศึกษา (เมื่อ 26 ปีที่แล้ว) เป็นฟันเฟืองเล็กๆ หนึ่งที่ร่วมในขบวนการเคลื่อนไหวให้เกิดระบบประกันสังคมในประเทศนี้ ในระยะแรกของระบบประกันสังคมของไทยก็ยังไม่ครอบคลุมกรณีต่างๆ ต่อมาก็มีการขยายคุ้มครอง 6 กรณี คือ กรณีเจ็บป่วยหรือประสบอันตราย กรณีคลอดบุตร กรณีทุพพลภาพ กรณีเสียชีวิต กรณีสงเคราะห์บุตร และกรณีชราภาพ โดยที่ยังไม่มีระบบประกันการว่างงาน ในเวลานั้นผู้เขียนทำงานอยู่เป็นผู้บริหารสถาบันการเงินระหว่างประเทศอยู่ก็ได้ร่วมเคลื่อนไหวระบบประกันการว่างงานหลังวิกฤติปี 2540 ที่มีผู้คนตกงานจำนวนมาก ได้ร่วมเคลื่อนไหวกับนักวิชาการและผู้นำแรงงานหลายท่าน และที่ส่วนสำคัญอย่างมาก คือ ท่านอาจารย์นิคม จันทรวิทุร อดีตอธิบดีกรมแรงงาน
แนวคิดเกี่ยวกับความยากจนสามารถแบ่งออกได้เป็น 5 แนวคิด
ความยากจนและผู้มีรายได้น้อยนำมาสู่ความจำเป็นต้องจัดสวัสดิการ ขณะที่ความยากจนของกลุ่มผู้สูงอายุและชราภาพเป็นปัญหาสำคัญของไทยมากยิ่งขึ้นเมื่อโครงสร้างและความสัมพันธ์ของครอบครัวไทยเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา
แนวคิดความยากจนประกอบไปด้วย Monetary Approach Capability Approach Social Exclusion Approach Participatory Methods Multi-dimensional Approach
Monetary Approach ตั้งอยู่บนเกณฑ์ที่วัดจากตัวเงินหรือรายได้ว่าสามารถเพียงพอต่อการดำรงชีพขั้นพื้นฐานหรือไม่ งานวิจัยของ Rowntreeนำไปสู่การคำนวณเส้นความยากจน (Poverty Line) การมีรายได้ขั้นต่ำ (Minimum Income) และเชื่อมโยงไปยังรายได้ในระยะยาว การรับมือกับการผันแปรของรายได้ระยะสั้น (Short-term Fluctuation) และโอกาสในการเข้าถึงทรัพยากร ปัญหาของแนวคิดนี้ คือการไม่สามารถจำแนกเส้นความยากจนในแต่ละสังคม
Capability Approach แนวคิดนี้มีรากฐานวิพากษ์จริยธรรมพื้นฐานของอรรถประโยชน์นิยม มองว่าความกินดีอยู่ดีเป็นสิทธิของบุคคลในการที่จะมีชีวิตอยู่อย่างมีคุณค่าและตระหนักในศักยภาพของความเป็นมนุษย์ ซึ่งเป็นประเด็นนี้มุ่งเน้นไปที่ผลได้ (Outcome) ของคุณภาพชีวิตของแต่ละบุคคลไม่ได้วัดที่ตัวชี้วัดที่เป็นเงินนักเศรษฐศาสตร์ Amartya Sen เสนอทฤษฎีการพัฒนาแนวใหม่ว่า “การพัฒนาควรเป็นการขยายสมรรถภาพของมนุษย์ ไม่ใช่การทำให้เกิดอรรถประโยชน์สูงสุดหรือรายได้มากขึ้น โดยเน้นไปที่ความกินดีอยู่ดี (Well Being) Capability Approach ทำให้เกิดการวิเคราะห์ปัญหา การกำหนดนโยบายเพื่อแก้ปัญหามีมิติกว้างกว่า Monetary Approach”









