กรณีธนาคารกลางยุโรป(อีซีบี) ประกาศอัดฉีดครั้งใหญ่ ด้วยมาตรการผ่อนคลายเชิงนโยบาย
ซึ่งภายใน 1 ปีนับจากนี้ไป จะมีเงินจากอีซีบีไหลเข้าสู่ตลาดเงินโลกราว 1 ล้านล้านยูโร และหากนับรวมกับมาตรการในลักษณะเดียวกันกับประเทศญี่ปุ่น ที่อัดฉีดเงินในปริมาณมหาศาลเช่นเดียวกัน ทำให้ปริมาณเงินในโลกก็จะเพิ่มขึ้นไปอีก นั่นหมายความว่าขณะนี้ธนาคารกลางทั่วโลก โดยเฉพาะประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจล้วนแต่ใช้มาตรการเดียวกันในการกระตุ้นเศรษฐกิจของตัวเอง แต่มีข้อสงสัยว่าจะได้ผลเหมือนกรณีธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด)หรือไม่
สำหรับประเทศไทย ที่มีขนาดเศรษฐกิจเล็กมาก เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศพัฒนาแล้วหลายประเทศ ย่อมได้รีบผลกระทบโดยตรง จากความผันผวนที่เกิดขึ้นจากปริมาณเงินที่หมุนเวียนอยู่ทั่วโลก อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่สหรัฐฯเริ่มผ่อนคลายเชิงปริมาณ ซึ่งก็ปรากฏว่าตลาดเงิน-ตลาดทุนของประเทศมีความผันผวนอย่างมากเช่นเดียวกัน ซึ่งหากย้อนกลับไปในอดีตหลังจากสหรัฐฯเริ่มอัดฉีดเงินเข้าระบบ ในช่วงนั้นมีความกังวลเรื่องฟองสบู่ที่เกิดขึ้นในตลาดหุ้น ตลาดพันธบัตร รวมถึงตลาดอสังหาริมทรัพย์ แต่ทุกอย่างก็ไม่เกิดขึ้นตามที่กังวล
แม้ว่าจะเกิดความผันผวนของราคา แต่ก็ปรากฏว่าไม่เกิดผลกระทบอย่างที่กังวลมากนัก ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าที่จริงแล้ว ระบบเศรษฐกิจไทยมีความยืดหยุ่นพอสมควรในการรับมือกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ ยกตัวอย่างเช่น นักลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ ในช่วงที่สหรัฐฯอัดฉีดคิวอี ซึ่งก็ปรากฏว่าตลาดมีความผันผวนและเคลื่อนไหวค่อนข้างหวือหวาอย่างมาก แต่เราก็ไม่เห็นว่ามีนักลงทุนเจ็บตัวเหมือนกับกรณีช่วงเกิดวิกฤติต้มยำกุ้งในปี 2540 ซึ่งในครั้งนี้มีนักลงทุนพยายามฆ่าตัวตายจากการขาดทุน รวมทั้งเรียกร้องให้มีการตั้งกองทุนพยุงหุ้น
ดังนั้น จากวิกฤติเศรษฐกิจโลกต่อเนื่องมานานหลายปี แต่ผลกระทบที่เกิดขึ้นยังถือว่าไม่อยู่ในระดับที่น่ากังวลมากนัก แต่ในทางตรงกันข้าม ผลกระทบต่อเศรษฐกิจที่สำคัญมาจากปัจจัยภายใน โดยเฉพาะความขัดแย้งทางการเมือง แต่อย่างไรก็ตาม ทุกครั้งที่ค่าเงินบาทมีความผันผวนไปในทางแข็งค่า ก็มักจะมีเสียงเรียกร้องจากผู้ส่งออกให้ดูแลค่าเงินบาทอยู่เสมอ แม้ว่าหน่วยงานที่สำคัญในการดูแลคือธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)ไม่ได้ทำตามข้อเรียกร้องนัก แต่พยายามดูภาพรวมให้ธุรกิจไทยสามารถแข่งขันได้
เมื่อเกิดวิกฤติทุกครั้ง สิ่งที่ตามมาข้อเรียกร้องของภาคเอกชนไทยให้รัฐบาลช่วยเหลือ แต่ในครั้งนี้ดูเหมือนยังไม่มีเสียงเรียกร้องมากนัก ซึ่งอาจเป็นไปได้ว่ามีการปรับตัวรับสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงกันพอสมควร และเราเห็นว่าหากเกิดกรณีข้อเรียกร้องขึ้นมา รัฐบาลก็ไม่ควรเข้าไปช่วยเหลือโดยตรง แต่ควรกระทำทางอ้อมเพื่อให้เกิดการพัฒนาศักยภาพของตัวเอง เพราะยิ่งรัฐบาลให้ความช่วยเหลือมากเท่าไร ระบบเศรษฐกิจไทยก็ยิ่งไม่สามารถแข่งขันกับต่างชาติได้เท่านั้น เนื่องจากตั้งหาตัวช่วยให้อยู่รอดอยู่ตลอดไป
เราเห็นว่าจากวิกฤติที่เกิดขึ้นในประเทศมหาอำนาจในขณะนี้ และยังยืดเยื้อต่อเนื่องไปอีกหลายปี รัฐบาลต้องหากลไกให้เกิดการปรับตัวกับภาคธุรกิจ ซึ่งก็เช่นเดียวกับเรื่องราคาพลังงาน ที่รัฐบาลได้ปฏิรูปในเรื่องของโครงสร้างราคา เพราะหากรัฐบาลช่วยเหลืออยู่ตลอดเวลา รวมแล้วภาระที่เกิดขึ้นจริงก็อาจคิดเป็นมูลค่ามหาศาล เราเห็นว่าการพัฒนาให้ธุรกิจไทยแข่งขันได้มีความจำเป็นอย่างยิ่ง ในยุคที่จะเปิดประชาคมอาเซียน(เออีซี) และเรายังอยู่กับความผันผวนระดับโลกต่อไปอีกนาน









