เทศกาลปีใหม่ คนที่รักใคร่และปรารถนาดีต่อกัน ก็มักไปเยี่ยมเยียนกัน
พร้อมด้วยของขวัญ หรือของที่ระลึกเล็กๆน้อยๆ ตามประเพณีอันดีงาม
ของขวัญอย่างหนึ่งที่นิยมกันมาก ก็คือตะกร้าผลไม้สดนานาชนิด ที่จัดไว้อย่างสวยงาม มีอยู่ตะกร้าหนึ่งที่ผมได้รับในปีนี้นั้น มาจากน้องๆที่เคยทำงานร่วมกันย่านสีลม ที่ได้นำมามอบให้ด้วยความระลึกถึง
หลังจากที่ผมแกะตะกร้าผลไม้ออกมาดู สิ่งแรกที่ได้พบก็คือ มะม่วง 5-6 ผลที่วางเรียงกันไว้สีเหลืองอร่าม แลดูสวยงามจากภายนอกนั้น ส่วนที่อยู่ด้านล่างซึ่งมองไม่เห็น บางผลก็เริ่มมีรอยช้ำ บางผลก็เริ่มเห็นจุดดำหลายจุด ใกล้เน่า
พอหันไปเปิด กล่องที่บรรจุเชอรี่ ซึ่งอยู่ในตะกร้าเดียวกันนี้ ก็ได้เห็นเชอรี่ผลใหญ่ที่งดงาม น่ารับประทาน ซึ่งนับว่าดีทีเดียว ที่ไม่ได้นำเชอรี่ช้ำหรือใกล้เน่าเสียมาให้ แต่เมื่อผมนำเชอรี่ผลงามๆที่เรียงกันอยู่ข้างบนออกมาจากกล่อง ก็พบว่าเชอรี่ที่เรียงอยู่ข้างล่างทุกลูก เป็นเชอรี่ที่มีขนาดเล็กกว่าอย่างมาก เรียกว่าเป็นขนาดที่แตกต่างระหว่างเชอรี่เกรดเอ กับเกรดซี (หรือไม่ก็เกรดดี) เลยทีเดียว
พฤติกรรมอย่างนี้ ทำให้ผมนึกถึงของขวัญปีใหม่อีกชนิดหนึ่ง คือซุปไก่ และรังนก ซึ่งเป็นสินค้าราคาค่อนข้างสูง และคนส่วนใหญ่ก็คุ้นเคยเป็นอย่างดี ว่าการจัดตะกร้าประเภทนี้ จะมีการแกะขวดสินค้า ออกมาจากกล่อง แล้วก็เรียงกล่องเปล่าทั้งหมดไว้ในตะกร้าด้วย เพื่อทำให้ “ขนาด” ของสินค้าในตะกร้า ดูใหญ่ขึ้นเท่าตัว
ถึงแม้ว่าพฤติกรรมอย่างหลังนี้ จะดูเหมือนไม่ค่อยตรงไปตรงมาเช่นกัน แต่ผมก็คิดว่ายังพอทำเนาร์ เพราะผู้ได้รับส่วนใหญ่ ก็รู้กันอยู่ ว่ากล่องซุปไก่ หรือ รังนก ที่เห็นอยู่ในตะกร้านั้น เป็นกล่องเปล่า การทำเช่นนั้น เป็นเพียงทำให้ตะกร้าดูใหญ่ขึ้น และสวยงามขึ้นเท่านั้นเอง เรียกว่าพวกเราได้รับตะกร้าแบบนี้กันมาจนเคยชิน ไม่ประหลาดใจอะไร เมื่อเปิดตะกร้า ก็เพียงแต่เอาขวดใส่กลับเข้าไปในกล่อง ไม่มีอะไรเสียหาย
แตกต่างกับเชอรี่ หรือ มะม่วง หรือผลไม้ต่ำกว่ามาตรฐาน ที่ซุกซ่อนไว้ให้ผู้ซื้อคิดว่าได้มาตรฐาน โดยผู้ค้ารู้ดีว่า เมื่อลูกค้าได้สั่งให้จัดตะกร้าผลไม้ แล้วมารับของในภายหลัง ลูกค้าก็จะเห็นเพียงตะกร้าที่ดูสวยงาม ห่อด้วยพลาสติกใสขึงจนตึงเปรี๊ยะ ประดับดอกไม้สด และผูกโบอย่างงดงาม แต่ผลไม้ที่บรรจุลึกลงไปข้างล่าง อาจซุกส่วนที่ใกล้เน่า หรือช้ำ หรือเปรี้ยวปรี๊ด ลงไปบ้าง โดยลูกค้าไม่มีทางรู้ได้เลย
ที่สำคัญก็คือ พ่อค้ายังรู้ด้วยว่าผู้ได้รับตะกร้า ก็ไม่กล้าที่จะโทรศัพท์กลับไปบอกผู้ให้เหมือนกัน ว่าตะกร้าผลไม้ที่คุณให้มานั้น ข้างในมีบางส่วนที่ใกล้เน่า หรือหลอกลวงปนไว้ด้วย พ่อค้าก็เลยใช้ช่องโหว่นี้ ทำการค้าที่ไม่ซื่อสัตย์
สมัยหนึ่งก็มีผู้นิยมซื้อถังสังฆทาน ที่พระสงฆ์ออกมาเปิดเผยว่าข้างในล้วนเป็นสินค้าใกล้หมดอายุ หรือหมดอายุแล้ว คนซื้อตั้งใจนำไปทำบุญ แต่กลับเจอพ่อค้าใจบาป และในอดีตเคยข่าวมีแม้กระทั่งว่าสอดใส่หนังสือโป๊ ลงไปด้วย ซึ่งไม่น่าเชื่อว่ามีคนคิดทำขนาดนี้
คนไทยเรา ได้พัฒนามาจนถึงระดับที่มีอารยะที่ดีพอสมควรแล้ว และกำลังเตรียมตัวที่จะเข้าสู่ AEC แต่ถ้าพ่อค้าไทยบางส่วน ยังคิดและทำเช่นนี้ มันก็สะท้อนว่า เราต้องพัฒนาจริยธรรมทางการค้ารายย่อย กันอีกพอสมควรเลยทีเดียว
ผมคิดไม่ออกเหมือนกันว่าเราจะแก้ปัญหานี้อย่างไร เพราะร้านค้าย่อยๆ มีอยู่มากมาย และไกลหูไกลตาจากการกำกับดูแลของเจ้าหน้าที่ซึ่งมีจำนวนน้อยมาก แต่ผมก็เคยเห็นเหมือนกันว่ามีรถเข็นขายกล้วยปิ้งริมถนน ติดป้ายของกทม. ระบุว่าได้มาตรฐานความสะอาด นี่ผมก็คิดว่าเป็นวิธีที่ดีในการสร้างมาตรฐานการค้ารายย่อย
ไม่รู้ว่า กทม. จะมีทรัพยากรเพียงพอไหม ที่จะทำอย่างนี้ให้กว้างขวางยิ่งขึ้น โดยตรวจสอบมาตรฐานเป็นระยะๆ และแจ้งหมายเลขโทรศัพท์ให้ผู้บริโภครายงาน ถ้าหากพบว่าพ่อค้ารายใดหรือร้านใดเบี่ยงเบนไปจากมาตรฐาน วิธีอย่างนี้ก็จะเป็นการยกระดับมาตรฐานการค้ารายย่อยของไทย ให้ดีขึ้นอีกระดับหนึ่ง
ส่วนร้านค้าผลไม้รายที่ผมเขียนถึงนี้ น้องๆที่ได้นำไปให้ผมด้วยความระลึกถึง เผลอๆอาจจะรีบโทรศัพท์มาถามก็ได้ว่าเป็นตะกร้าที่เขามอบให้ผมใช่หรือไม่ จากนั้น เขาคงจะกลับไปต่อว่าพ่อค้า และเลิกซื้อจากร้านนั้น แต่ก็คงไม่กระทบร้านค้านั้นเท่าใดนัก เพราะเขาคงจะทำเช่นนี้ต่อไปกับลูกค้ารายอื่นๆ ที่ไม่ทราบพฤติกรรมเช่นนี้
ส่วนห้างสรรพสินค้าใหญ่ๆ หลายแห่งก็น่าเชื่อถือมากขึ้น เพราะระบุชัดเจนว่าสินค้าที่บรรจุอยู่ภายในตะกร้านั้น จะหมดอายุเมื่อใด ปัญหามีเพียงว่า มักจะบรรจุสินค้าที่ใกล้หมดอายุใน 3-6 เดือน ก็แปลได้ตรงๆว่าถ้าขืนปล่อยไว้ อีกไม่นานก็ต้องนำสินค้ามาลดราคาขายถูกๆ ก็เลยระบายสินค้ามาไว้ในตะกร้าดีกว่า ถือว่าเป็นการโอนภาระ ให้ผู้รับตะกร้าต้องรีบบริโภคกันอย่างจุใจ ภายในเวลาสั้นๆเลยทีเดียว
เมืองไทยก็คงติดหล่มอยู่แถวนี้ต่อไปอีกพักใหญ่แหละครับ จนกว่าความสุจริตใจ จะเข้าไปอยู่ในจิตสำนึกของคนไทยทุกระดับ และในทุกภาคส่วนของสังคมอย่างแท้จริง









