เห็นการขับเคลื่อนการทำงานของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ
(คสช.) ช่วงนี้ดูมีสีสันขึ้นมาเป็นระยะๆ เริ่มจากการเปิดบ้านเกษะโกมล เมื่อ 2-3 วันก่อน ให้กลุ่มนักธุรกิจชั้นนำ เข้าไประบายอารมณ์ แบบ"ตัวเป็นๆ"เพื่อรับฟังประเด็นปัญหาที่ยังคาราคาซัง จากภาคเอกชน ถือเป็นการเปิดรับฟังที่น่าชื่นชมอย่างยิ่งยวด ใช้เวลายาวนานร่วม 5 ชั่วโมง
สงสัยการรับฟังของ นายกฯ ประยุทธ์ คงทำให้ได้รับรู้อะไรมากขึ้น แม้ที่ผ่านมาคิดว่าตัวเองจะรู้มากก็ตาม แต่ด้วยเสียงสะท้อนของผู้อื่นถือเป็นสิ่งสำคัญยิ่งเวลานี้ หรืออาจจะสำคัญมากกว่าเสียงของข้าราชการประจำ ที่ผู้คนมักข้องใจว่าตอนนี้เกิดอาการ"เกียร์ว่าง"เพื่อรอ...อะไรบางอย่าง
จริงแล้ว ๆ ประเด็น"เกียร์ว่าง"เริ่มมีการพูดจากันมาระยะหนึ่งแล้ว แต่อาจจะเสียงไม่ดังพอที่จะทำให้ นายกฯประยุทธ์ ได้ยินก็เป็นได้ แต่วงสนทนาของเหล่าบรรดานักธุรกิจ อาจเป็นสัญญาณอะไรบางอย่างที่อยากจะให้ผู้นำรับรู้รับทราบถึงจุดอ่อนของการทำงานในเวลานี้ วงสนทนาดูเหมือนให้น้ำหนักไปกับการเบิกจ่ายงบประมาณของรัฐบาลที่ยังล่าช้า จนไม่สามารถทำให้การกระตุ้นเศรษฐกิจเกิดขึ้นได้อย่างจริงจัง มีแต่จะทำให้ถดถอยด้วยซ้ำ
ฉะนั้นไม่แปลกที่ นายกฯประยุทธ์ จำเป็นต้องตัดสินใจแต่งตั้ง"คณะกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ"ให้พี่ใหญ่อย่างพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณรองหัวหน้า คสช. เป็นประธานและมีสมคิด จาตุศรีพิทักษ์เป็นรองประธาน ช่วยขับเคลื่อนการทำงานส่วนราชการและหน่วยงานต่างๆให้เกิดการบูรณาการขึ้นไม่แปลกที่คณะกรรมการชุดนี้จะมีนายทหาร นายตำรวจ ร่วมด้วย
หลังฟังเสียงสะท้อนจากภาคเอกชน นายกฯประยุทธ์ เซ็นตั้ง"คณะกรรมการตรวจสอบการเบิกจ่ายงบประมาณและการทุจริตในระดับปฏิบัติ"คงรับรู้รับทราบแล้วว่าที่ผ่านมามีปัญหาการเบิกจ่ายงบประมาณล่าช้า ส่งผลให้เศรษฐกิจไม่ฟื้นตัว
ไหนๆ นายกฯประยุทธ์ ใส่ใจในคอร์รัปชันภาครัฐแล้ว ก็อย่าลืมใส่ในการคอร์รัปชันในรัฐวิสาหกิจใหญ่ๆ ด้วยแล้วกัน เพราะตอนนี้มีหลายองค์กรที่ยังดูเหมือนจะเฉยๆ ไม่แยแสกับสิ่งที่เกิดขึ้นแถมอยู่ในอาการปกปิด วิ่งเต้น ให้พ้นผิด กันจ้าละหวั่น
โดยเฉพาะปมปัญหาการลงธุรกิจปลูกปาล์มน้ำมัน และผลิตน้ำมันปาล์มในประเทศอินโดนีเซีย ของรัฐวิสาหกิจขาใหญ่ ที่ตอนนี้ใครๆก็รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่เหตุไฉนเรื่องถึงเงียบหายไปตามกาลเวลา ว่ากันว่าเรื่องนี้ถูกส่งไปคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตั้งแต่ปลายปี 2556 หลังพบความไม่ชอบมาพากลเกี่ยวกับการจัดซื้อที่ดินปลูกสวนปาล์ม
ว่ากันว่าข้อมูลที่ถูกส่งให้กับป.ป.ช.นั้นมีชื่อผู้ที่เกี่ยวข้องคอยทำหน้าที่เป็นคนกลาง มีส่วนรู้เห็นกับค่านายหน้า ในการจัดหาที่ดินเพื่อปลูกปาล์มในประเทศอินโดนีเซีย ความเชื่อมโยงของรายชื่อบุคคลในการจัดหาที่ดิน เอกสารการจ่ายค่าคอมมิชชั่นใครจะเชื่อมีเรื่องทำนองนี้ขึ้นได้
ผู้ที่ทำหน้าที่เป็นตัวกลางมีส่วนรู้เห็นกับค่านายหน้าจัดหาที่ดินปลูกปาล์ม มีชื่อว่า"เสี่ย ท."ส่วนผู้ที่มีรายชื่อเชื่อมโยงกับการจัดหาที่ดินมีส่วนเกี่ยวข้องอยู่อย่างน้อย 5-6 คน และมีส่วนเกี่ยวข้องกับการลงนามสัญญาคอมมิชชั่น เกี่ยวกับการติดต่อแบงก์ในฮ่องกง
แต่ที่เห็นชัดพบมีตัวเลขซื้อขายที่ดินเพิ่มขึ้นซะอย่างนั้น จาก 1,000USD/Haเป็น 1,325USD/Ha
นี่แค่ตัวอย่างข้อมูลบางส่วนที่หยิบยกมาให้เห็นว่า การจัดหาที่ดินปาล์มอินโดนีเซียเกิดอะไรขึ้น แค่นี้ก็น่าจะทำให้เห็นแล้วว่าเรื่องนี้ไม่ชอบมาพากลแค่ไหน ถามว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นจะทำอย่างไร?
แต่ที่แน่ๆ เรื่องนี้แว่วมาว่า ตอนนี้นายกฯประยุทธ์ ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ มีการทวงถาม ผ่านเสธ.ท่านหนึ่ง ถึงการสอบสวนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับคดีปาล์มอินโดนีเซีย ตอนนี้ไปถึงไหน ทำไม?ช้ามาก เรื่องอยู่ที่ไหนแล้ว
เรื่องนี้ป.ป.ช.ก็ต้องถามกับ นายกฯประยุทธ์ เองก็แล้วกันว่าเรื่องอยู่ในกระบวนไหนแล้ว แต่ที่แน่ๆกว่า 1 ปีแล้วที่ส่งเรื่องไป...









