วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

พัฒนาการด้านการเจรจาความตกลงการค้าสินค้าสิ่งแวดล้อม

ทีมงานไทยยุโรป. เน็ตเคยนำเสนอเรื่องบทบาทของอียูในการผลักดันความตกลงทางการค้าสินค้าสิ่งแวดล้อม

(Green Goods Initiatives) ในองค์การการค้าโลก (World Trade Organization - WTO) แล้วเมื่อเดือนมิถุนายน 2557 ที่ผ่านมา ความตกลงทางการค้าสินค้าสิ่งแวดล้อมดังกล่าวมีจุดมุ่งหมายเพื่อลดภาษีสินค้าสิ่งแวดล้อมให้เหลืออัตราร้อยละ 5 หรือน้อยกว่าภายในปี 2558 ซึ่งในเดือนกรกฎาคม 2557 อียูและสมาชิก WTO 13 ประเทศ/เขตเศรษฐกิจ ได้เริ่มนำร่องการเจรจาการค้าสินค้าสิ่งแวดล้อมขึ้นอย่างเป็นทางการ

เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2557 ที่กรุงบรัสเซลส์ ศูนย์นโยบายยุโรป (European Policy Center) ได้จัดการประชุมเรื่อง Trade in Greener Goods and Services ร่วมกับสาธารณรัฐเกาหลี ซึ่งเป็นประเทศแรกๆ ของเอเชียที่ให้ความสำคัญกับสินค้าสิ่งแวดล้อม โดยนาย Chang-Beom Kim เอกอัครราชทูตเกาหลีประจำเบลเยียมและอียูได้ย้ำว่า การเจรจาการค้าสินค้าสิ่งแวดล้อมควรตั้งอยู่บนแนวความคิดที่ว่า Protectionism is no protection at all when it comes to environment กล่าวคือ นโยบายการกีดกันทางการค้าไม่ได้ช่วยปกป้องสิ่งแวดล้อม ในทางกลับกัน การลดหรือกำจัดภาษีสินค้าสิ่งแวดล้อมน่าจะช่วยเพิ่มการพัฒนานวัตกรรม เพิ่มการเข้าถึงเทคโนโลยีใหม่และสะอาด และที่สำคัญคือการเพิ่มการจ้างงานที่ยั่งยืนและลดอัตราการว่างงานได้ อีกทั้งเทคโนโลยีใหม่ๆ จะถูกคิดค้นและพัฒนาขึ้นเพื่อรับมือกับความท้าทายต่อสิ่งแวดล้อม อุปสงค์และอุปทานของเทคโนโลยีเหล่านี้จะเพิ่มขึ้น

การประชุมดังกล่าว นาย Mark Vanheukelen ผู้อำนวยการด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืนและความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจกับประเทศแอฟริกา แคริเบียน และแปซิฟิก ภายใต้คณะกรรมาธิการด้านการค้าของอียู (DG TRADE) เห็นว่าสถานะปัจจุบันของการเจรจาความตกลงการค้าสินค้าสิ่งแวดล้อมเป็นไปในทิศทางบวก โดยพัฒนาจากข้อริเริ่มสินค้าสิ่งแวดล้อม (Green Goods Initiatives) ของกลุ่มสมาชิก WTO โดยการเจรจายังคงต้องหาข้อตกลงต่อไปว่าสินค้าประเภทใดบ้างที่เข้าข่ายสินค้าสิ่งแวดล้อม ควรรวมบริการที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมเข้าด้วยหรือไม่ และควรคำนึงถึงความสัมพันธ์ของกระบวนการผลิตของสินค้านั้นๆ ต่อสิ่งแวดล้อมมากน้อยแค่ไหน เพราะหากนำกระบวนการผลิตโดยเทคโนโลยีสะอาดเข้ามาเป็นประเด็นพิจารณากำหนดรายชื่อสินค้าสิ่งแวดล้อมเพื่อรับสิทธิพิเศษทางการค้าด้วยก็ย่อมกระทบต่อประเทศกำลังพัฒนาที่อาจมีข้อด้อยกว่าทางด้านเทคโนโลยี

คาดว่าการเจรจากำหนดรายการสินค้าสิ่งแวดล้อมน่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2558 และน่าจะช่วยทำให้สามารถสรุปการเจรจาภายในปี 2560 โดยหลักการคือสินค้าที่เข้าข่ายเป็นสินค้าสิ่งแวดล้อมจะต้องมีบทบาทในการรักษาสภาพแวดล้อมและช่วยอนุรักษ์ น้ำ ผืนดิน อากาศ และกำจัดขยะอันตราย นอกจากนี้ การจัดการประชุม 3rd Environmental Goods Agreement - EGA ครั้งล่าสุดของกลุ่มประเทศและเขตเศรษฐกิจสมาชิก WTO เมื่อวันที่ 1 - 5 ธันวาคม 2557 ที่ นครเจนีวา สวิตเซอร์แลนด์ ยังได้หารือเป็นพิเศษถึงประเภทสินค้าและเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับการบำบัดน้ำเสียและการกำจัดมลภาวะทางเสียงและการสั่นสะเทือนด้วย

นอกจากนี้ เพื่อให้รายชื่อสินค้าสิ่งแวดล้อมสามารถพัฒนาไปได้เรื่อยๆ (Living List) ตามความเปลี่ยนแปลงของโลก พัฒนาการทางเทคโนโลยีและการแข่งขันของตลาด ประเด็นที่ต้องหารือเพิ่มเติมคือ แนวทางในการปรับรายการสินค้า รวมถึงการยกเลิก (Delisting) สินค้าที่ศักยภาพในการรักษาสิ่งแวดล้อมถดถอยลง (Less Green) มาตรการทางภาษี และที่ไม่ใช่ภาษี (Non-tariff Barriers) อาทิ มาตรฐานและระบบการตรวจสอบสินค้า นโยบายต่อต้านการทุ่มตลาด และทรัพย์สินทางปัญญา เป็นต้น

World Wide Fund for Nature - WWF มีข้อกังวลเรื่องความตกลงทางการค้าสิ่งแวดล้อมว่าประเทศพัฒนาแล้วควรเจรจาการค้าสินค้าประเภทนี้บนพื้นฐานของการรักษาสิ่งแวดล้อมไปพร้อมๆ กับการสนับสนุนการพัฒนาอย่างยั่งยืนของประเทศกำลังพัฒนามากกว่าที่จะคำนึงถึงการเติบโตทางเศรษฐกิจของตนจากสินค้าสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะอียูซึ่งเป็นผู้นำด้านการรณรงค์เรื่องสิ่งแวดล้อม และมีการเชื่อมโยงธุรกิจและอุตสาหกรรมหลากหลายสาขาเข้ามาในบริบทของสิ่งแวดล้อม ซึ่งมีมูลค่าทางการค้ามากกว่าอุตสาหกรรมแบบดั้งเดิมของอียู เช่น อุตสาหกรรมสิ่งทอ และอียูได้เปรียบดุลการค้าในสาขาสินค้าสิ่งแวดล้อมมาโดยตลอด อียูควรคำนึงถึงไม่เพียงแต่มิติด้านการค้าอย่างเดียว แต่ควรสร้างโอกาสการกระจายสินค้าสิ่งแวดล้อมไปยังประเทศต่างๆ รวมไปถึงประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งกำลังเผชิญปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมเป็นอย่างมาก อันจะเป็นประโยชน์ในการพัฒนาประเทศทั้งในเชิงเศรษฐกิจ สังคม และระบบนิเวศน์

นอกจากนี้ ประเด็นเรื่องทรัพย์สินทางปัญญายังมีบทบาทอยู่ไม่มากก็น้อย ซึ่งกลุ่มองค์กรพัฒนาเอกชน NGOs ต่างๆ ในอียูพยายามผลักดันให้นวัตกรรมโดยเฉพาะที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมและได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ (public financing) มีสถานะ Patent Free คือให้ประชาชนสามารถเข้าถึงได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย เช่น กรณีของสิทธิบัตรรถยนต์อิเล็กทรอนิกส์ของบริษัท Telsa ที่ประชาชนทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ทางอินเทอร์เน็ต โดยมีจุดประสงค์เพื่อเพิ่มจำนวนรถยนต์อิเล็กทรอนิกส์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมให้มากขึ้น นอกจากนี้ ยังมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากกลุ่มองค์กรอิสระ กรณีอียูมีมติใช้มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดต่อแผงพลังงานแสงอาทิตย์ที่นำเข้าจากจีน โดยเก็บภาษีอัตราร้อยละ 47.7 เมื่อปี 2556 ว่าเป็นการกระทำที่ไม่สนับสนุนการเปิดเสรีทางการค้าสินค้าสิ่งแวดล้อมที่อียูสนับสนุนมาตลอด อย่างไรก็ดี แนวความคิดนี้ถูกโต้แย้งจากกลุ่มบริษัทเอกชน โดยให้เหตุผลว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการลดคุณค่าของทรัพย์สินทางปัญญาและไม่สนับสนุนการลงทุนเพื่อคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ

สินค้าสิ่งแวดล้อมเป็นประเด็นหนึ่งที่ต้องจับตามองเนื่องจากมีพัฒนาการที่เกี่ยวโยงกับมิติอื่นๆ เช่น การพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยี การลดสภาวะโลกร้อน และทรัพย์สินทางปัญญา เป็นต้น ในปี 2558 คาดว่าจะมีประเทศสมาชิกใหม่เข้าร่วมกลุ่มเจรจาความตกลงนี้ อาทิ อิสราเอล ตุรกี และไอซ์แลนด์ ยิ่งไปกว่านั้น ปีนี้น่าจะได้เห็นข้อสรุปเกี่ยวกับความตกลงทางการค้าสิ่งแวดล้อมที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น ทีมงานไทยยุโรป.เน็ตจะติดตามรายงานความคืบหน้าในประเด็นเรื่องความตกลงการค้าสินค้าสิ่งแวดล้อม รวมไปถึงท่าทีและนโยบายของอียูที่น่าสนใจอื่นๆ โดยท่านสามารถติดตามข่าวสารเกี่ยวกับอียู ได้จากเว็บไซต์ www.thaieurope.net หรือผ่านเฟซบุ๊คและทวิตเตอร์ ได้ที่ www.facebook.com/thaieruope และ [email protected]