หลักการสำคัญเกี่ยวกับระบบการเมือง การเลือกตั้ง และการได้มาซึ่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา
ตามที่คณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญมีมติเบื้องต้นไปแล้วนั้น
ต้องบอกว่าเป็นเรื่องยากจริงๆ ที่จะทำให้ผู้คนในสังคมเห็นพ้องต้องกัน จนไม่นำไปสู่กระแสคัดค้านต่อต้าน
โดยเฉพาะเรื่องนายกรัฐมนตรีไม่จำเป็นต้องมาจาก ส.ส. หรือพูดง่ายๆ คือเปิดช่องให้“นายกฯไม่ต้องมาจากการเลือกตั้ง”เป็นผู้มีบารมีที่ไหนก็ได้ ที่พรรคการเมืองจะส่งเทียบเชิญให้มานั่งเก้าอี้ผู้นำประเทศ หลังเสร็จศึกเลือกตั้ง (แบบเดิมๆ ย้อนยุคที่มีกระทรวง ทบวง กรม นำโดยมหาดไทยเป็นผู้จัดการ)
สำหรับผมรู้สึกเป็นเรื่อง“ตลกร้าย”ที่มีการชูข้อเสนอแบบที่ว่านี้แล้วอ้างว่าเป็นการปฏิรูปการเมือง เพราะประเด็น“นายกฯคนนอก”มิใช่หรือที่ทำให้เกิดเหตุการณ์ “พฤษภาทมิฬ”เมื่อปี2535จากความพยายาม“สืบทอดอำนาจ”โดยข้ออ้าง“เสียสัตย์เพื่อชาติ”ของนายทหารในคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ หรือ รสช. (ชื่อเต็มและชื่อย่อคล้ายๆ คสช.เหมือนกัน) ในเวลานั้น
ประวัติศาสตร์การเมืองช่วงพฤษภาทมิฬถือเป็นประวัติศาสตร์ร่วมสมัยที่คนยุคนี้ ที่ยังมีแรงพลังสร้างชาติสร้างสังคมกันอยู่นี้ ล้วนเกิดทัน บางคนก็ไปมีส่วนร่วม ครอบครัวผู้สูญเสีย สูญหาย ก็ยังมีชีวิตอยู่ ไม่ได้นานจนตายจากกันไปหมดแล้ว
ฉะนั้นคำชี้แจงผ่านการปาฐกถาและเอกสารความยาว5หน้าของอาจารย์บวรศักดิ์ อุวรรณโณประธาน กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ คิดว่าถึงอย่างไรก็คงไม่เพียงพอ
โดยเฉพาะที่บอกว่าปัญหาที่เกิดขึ้นแต่เดิมนั้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะรัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดให้นายกรัฐมนตรีต้องมาจากการคัดเลือกของสภา ทำให้ประธานวุฒิสภา (ซึ่งทำหน้าที่ประธานรัฐสภาในช่วงนั้น) เสนอชื่อใครเป็นนายกฯก็ได้ โดยทำความตกลงกับพรรคการเมือง
แต่รัฐธรรมนูญปี40, 50และที่กำลังยกร่างใหม่ จะมีการกำหนดเอาไว้ให้นายกรัฐมนตรีได้รับการคัดเลือกจากสภา ฉะนั้นจึงไม่มีปัญหา เพราะอย่างไรเสีย ส.ส.ก็ต้องเลือกหัวหน้าพรรคตัวเองเป็นนายกฯ
ส่วนที่ต้องเขียนเปิดช่องเอาไว้ ก็เพื่อเตรียมไว้รับวิกฤตการณ์ เหมือนช่วงที่มีการชุมนุมทางการเมืองก่อนการรัฐประหาร22พ.ค.57บ้านเมืองไม่มีทางออก นายกฯและครม.รักษาการลาออกก็ไม่ได้ เปิดทางให้“นายกฯคนกลาง”หรือ“นายกฯคนนอก”เข้ามาแก้วิกฤติก็ไม่ได้ จึงต้องใช้วิธีนอกรัฐธรรมนูญ คือ“รัฐประหาร”
ทั้งหมดสรุปจากคำชี้แจงของอาจารย์บวรศักดิ์ ซึ่งก็ดูมีเหตุผลดี มีหลักการทฤษฎีรองรับ
แต่นั่นดูเหมือนจะเป็นการ“จงใจ”ตอบโจทย์เพียงครึ่งเดียว นั่นคือเรื่องนายกฯคนนอกแต่ไม่ได้ตอบโจทย์อีกเรื่อง คือ ระบบการเลือกตั้งใหม่ ที่จะใช้“ระบบเยอรมัน”เพราะมันจะส่งผลถึงรูปแบบของสภา และบรรยากาศการประชุมเลือกนายกรัฐมนตรีของสภาด้วย
ต้องไม่ลืมว่า กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ออกแบบระบบการเมืองไว้2ขา ขาหนึ่งคือที่มาของนายกฯ (เปิดช่องให้เป็นคนนอกได้) กับอีกขาหนึ่งคือ ที่มาของ ส.ส. หรือระบบการเลือกตั้งนั่นเอง
ระบบการเลือกตั้งที่ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญเสนอ คือ ระบบการเลือกตั้งแบบเยอรมัน ซึ่งเป็นระบบที่ให้คุณค่ากับคะแนนเสียงทุกเสียงของประชาชนอย่างแท้จริง และผลการเลือกตั้งสะท้อนความนิยมของประชาชนที่มีต่อพรรคนั้นๆ อย่างไม่เกินจริง
ดร.สติธร ธนานิธิโชตินักวิจัยจากสถาบันพระปกเกล้า เคยทำแบบจำลองจากการศึกษาเรื่องระบบเลือกตั้งแบบเยอรมัน พบว่าพรรคเพื่อไทยจากที่เคยได้ ส.ส.265ที่นั่ง (เกินครึ่ง) จะลดเหลือ242ที่นั่ง (ไม่ถึงครึ่ง) ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ จากเดิมได้ ส.ส.159ที่นั่ง จะขยับขึ้นเป็น176ที่นั่ง ส่วนพรรคเล็กๆ ก็จะได้ที่นั่งเพิ่มขึ้นเช่นกัน
ทั้งนี้ไม่ได้ความว่าการลดหรือเพิ่มของจำนวนที่นั่ง ส.ส. คือความไม่เป็นธรรมกับพรรคการเมือง แต่จริงๆ แล้วระบบเลือกตั้งแบบเยอรมันมีความเป็นธรรมมาก และสะท้อนคะแนนนิยมจริงๆ ที่พรรคการเมืองนั้นๆ ควรได้ เพราะคะแนนpopular voteของพรรคเพื่อไทยก็ไม่ได้สูงเกินครึ่งของผู้ที่ออกมาใช้สิทธิ์
แต่ประเด็นก็คือ เมื่อนำระบบการเลือกตั้งใหม่ ที่พรรคใหญ่จะมีที่นั่งในสภาลดลงมาใช้ (ทำให้ไม่มีพรรคใดได้ที่นั่ง ส.ส.เกินครึ่ง) บวกกับการเปิดฟรีให้ผู้สมัคร ส.ส.ไม่ต้องสังกัดพรรค สภาก็จะมีสภาพคล้าย“เบี้ยหัวแตก”เกิดการต่อรองสูง พรรคการเมืองใหญ่จะไม่ได้มีอำนาจต่อรองสูงสุดอีกต่อไป ฉะนั้นโอกาสการมี“นายกฯคนกลาง”จึงไม่ต้องรอวิกฤติ แต่อาจเกิดขึ้นได้เลยในการเลือกตั้งครั้งต่อไปนี้
ที่สำคัญใครจะเป็นคนบอกว่าสถานการณ์ ณ เวลานั้น“วิกฤติหรือยัง”และวิกฤติก็เป็นสิ่งที่สร้างขึ้นได้ เหมือนกับที่ กปปส.จัดชุมนุมลากยาวข้ามปี และองค์กรอิสระบางแห่งก็ขมีขมันช่วยกันล้มรัฐบาล
คำถามทิ้งท้ายก็คือ หากนายกฯคนกลางในรัฐบาลชุดต่อไปดันกลายเป็นอดีตทหาร หรือผู้มีอำนาจบารมีในรัฐบาลชุดนี้ล่ะ... ถึงวันนั้น อ.บวรศักดิ์ จะว่าอย่างไร?









