ผมมีโอกาสได้ใช้สิทธิในฐานะสมาชิกสปช. อภิปรายกรอบการยกร่างรัฐธรรมนูญเมื่อ 17 ธ.ค.ที่ผ่านมา
ปรากฏว่ามีผู้ติดตามได้ฟังไม่ครบถ้วน
อยากให้นำเนื้อหามาถ่ายทอดเพื่อให้เกิดความชัดเจนยิ่งขึ้น จึงได้รับที่จะสนองตอบความประสงค์ไล่เรียงไปตามสิ่งที่ได้กล่าวไว้ในที่ประชุมสภาและมีการถ่ายทอดไปทั่วประเทศ
ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของนักการเมือง ในกระบวนการที่จะให้มีการอุทธรณ์คดีตามระบบเดิม ใช้ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาเป็นผู้พิจารณา เฉพาะอย่างยิ่งการให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ที่ประชุมใหญ่เป็นองค์กรที่มีสมาชิกจำนวนมาก ร้อยกว่าคน ในทางปฏิบัติไม่สามารถบอกได้ว่าตุลาการทุกท่านได้อ่านสำนวนก่อนมาลงมติหรือไม่ ถ้าใช้เสียงข้างมากในคำพิพากษาเป็นการบอกถึงความต้องการของเสียงข้างมาก แต่ไม่ใช่หลักประกันว่าเสียงข้างมากเป็นเสียงที่ถูกต้อง
การเลือกตั้งเป็นปัญหาของการละเมิดกฎกติกาหรือการกระทำทุจริต ไม่ใช่การเกิดข้อพิพาทเหมือนเรื่องที่เกิดในคดีอื่นๆ การวินิจฉัยควรพิจารณาในข้อเท็จจริงที่สะท้อนถึงพฤติกรรมในการกระทำผิดมากกว่าการนำหลักกฎหมายล้วนๆ มาบังคับใช้ รัฐธรรมนูญปี 2540 ไม่มีเจตนาให้ กกต. มีการกระจายไปอยู่ที่ต่างๆ พอมีเลือกตั้งค่อยระดมคนมาช่วย แบบจ้างทำของ ไม่ใช่จ้างแรงงานประจำ แต่ภายหลังมีการเพิ่มฐานอำนาจ ขยายองค์กร เพิ่มภาระงบประมาณมี กกต. จังหวัดกระจายอยู่ทั่วประเทศ
เวลานี้ มีความพยายามจะปฏิบัติด้วยการสร้างองค์กรใหม่ ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งจากการตรวจสอบพบว่า ไม่มีผู้พิพากษาประจำที่ทำเลือกตั้งอย่างเดียว หากจะจัดให้มีศาลเลือกตั้ง ต้องตั้งคำถามว่าเวลาไม่มีเลือกตั้งจะให้ตุลาการทำงานอะไร อยากให้ทุกฝ่ายเริ่มต้นด้วยการพิจารณาจากฐานของทรัพยากรและองคาพยพที่มีอยู่เดิม ก่อนขยายออกไปสู่การเสนอจัดตั้งองค์กรใหม่ๆ
การที่รัฐธรรมนูญจะกำหนดให้อัยการไม่ให้เป็นกรรมการรัฐวิสาหกิจ เป็นเรื่องที่เข้าใจกันว่าประโยชน์ทับซ้อน แต่อำนาจสั่งคดี เป็นเรื่องตัวบุคคล โดยระบบ หน่วยงานรัฐวิสาหกิจ ถ้าพิจารณาตามวัตถุประสงค์ของหน่วยงานเหล่านี้ล้วนเป็นหน่วยงานของรัฐ ถ้ามีคนดีเข้าไปจะสามารถแนะนำให้เกิดความถูกต้องตามกฎหมาย ในอนาคตอาจต้องให้องค์กรตรวจสอบต่างๆ เป็นผู้เสนอ หรือสร้างการตรวจสอบคนเป็นกรรมการรัฐวิสาหกิจคล้ายการเข้าสู่ตำแหน่งทางการเมือง
ปัจจุบันอาจมีหลายท่านไม่ทราบว่าการเปิดเผยการแสดงแบบแสดงรายการภาษีเงินเงินได้บุคคลธรรมดา ตามมาตรา 90 และ 91 ของประมวลรัษฎากรกำหนดให้เรื่องดังกล่าวไม่พึงเปิดเผยต่อสาธารณะ ทำให้มาตราดังกล่าวยากต่อการนำไปใช้ตรวจสอบที่มาที่ไปของแหล่งเงิน
เรื่องกระบวนการยุติธรรม ที่พูดกันเรื่องความล่าช้า เช่น กรณีผู้ต้องหามีการออกหมายจับ หรือ ควบคุมตัวอยู่ กับ การได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว เราใช้กระบวนการเดียวกัน คือ การแสวงหาพยานหลักฐานตั้งแต่ตำรวจมาถึงศาลอัยการ และยังต้องสืบพยานซ้ำกันอีก ถ้าในชั้นต้น ตำรวจสืบมาน่าเชื่อว่ามีความผิดให้อัยการนำพยานหลักฐานมาไต่สวนที่ศาลได้เลยไหม ไม่ต้องไต่สวนใหม่ อาจมองถ่วงดุล และแนวคิดในการอำนวยความยุติธรรม ในการคุ้มครองสิทธิของรัฐและผู้เสียหาย และช่วยเหลือผู้เสียหายให้ได้รับความเป็นธรรมตามสมควร เวลาตำรวจตั้งคดีก็ต้องมาไล่พยานเรียกพยานมาสอบ จะแก้ปัญหาอย่างไร เพิ่มตำรวจเท่าใดจึงจะพอ ขั้นตอนการสอบสวนพยานโดยตำรวจ โดยเฉพาะที่ “จับตัวผู้ต้องหามาแล้ว” ยังมีความจำเป็นหรือไม่ และ ตัดไปจะเสียความยุติธรรมหรือไม่ จะเริ่มที่ศาลเลยได้หรือไม่
การพิจารณาคดีลับหลังจำเลยน่าจะสามารถกระทำได้หากจำเลยได้เข้ากระบวนการแล้ว เช่น เคยมาศาลเพื่อไต่สวนหรือถูกจับมาดำเนินคดี แต่ภายหลังได้หลบหนีไป
คดีเลือกตั้ง ไม่เห็นด้วยกับการนำเสนอคดีมาแล้วให้ศาลชี้ว่า ศาลจะให้ใบเหลือง ใบแดง เท่ากับศาลไปใช้อำนาจฝ่ายบริหารส่วนหนึ่ง ใช้อำนาจในการลงโทษนักการเมือง แทนที่ศาลจะทบทวนการใช้อำนาจของฝ่ายบริหาร ควรเป็นภารกิจของ กกต. ชี้ไปก่อน แล้ว ให้คนที่ได้รับผลกระทบคำสั่งไปร้องศาล เพื่อทบทวนอำนาจการสั่งของ กกต. หรือ ให้ผู้เสียหาย หรือ ผู้ได้รับผลกระทบ หรือ คู่แข่ง มีข้อมูลมาก มาร้องศาลด้วย ไม่ต้องให้ กกต. ร้องก็ได้ ให้ผู้มีส่วนได้เสียมาร้อง เพื่อไม่ให้ศาลเป็นคู่กรณี และเป็นการตรวจสอบ กกต. ด้วย ต้องให้ผู้ได้รับความเสียหายมาร้องศาลได้ การฟ้องศาลต้องรับผิดชอบต่อข้อมูล ภารกิจการพิสูจน์อยู่ที่ผู้ร้อง
มาตรา 63 ตามรัฐธรรมนูญเดิม เรื่องเกี่ยวกับล้มล้างการปกครอง ความจริง อัยการ ควรจะทำหน้าที่ในการทำความเห็นแล้วผ่านเรื่องไปที่ศาลรัฐธรรมนูญ ถ้ามีผู้มาร้องทางอัยการ มีอำนาจไต่สวนเบื้องต้นเห็นว่าอย่างไรก็ส่งศาลถ้าจริงก็ดำเนินคดีแต่กระทั่งแม้หลักฐานไม่มากก็ต้องส่งศาลพร้อมความเห็นว่าไม่มีมูล ต้องส่งไป ให้ศาลวินิจฉัยที่ศาล เรื่องทุกเรื่องจะถึงศาลได้ อัยการไม่ควรวินิจฉัยตัดไปไม่ให้ถึงศาล ศาลเอาข้อมูลอัยการไปสอบทาน แบ่งเบาภาระไม่ต้องไต่สวนพยานใหม่ เรื่องการสั่งไม่ฟ้องคดีอาญา เป็นการละเมิดสิทธิเฉพาะรายเฉพาะบุคคล ไม่ใช่เรื่องสาธารณะ ไม่ควรนำเข้าไปไว้เป็นอำนาจขององค์กรใดองค์กรหนึ่ง
ในคราวหน้ายังมีประเด็นอื่นที่จะได้นำเสนอเพื่อท่านผู้อ่านพิจารณาเพิ่มเติมต่อไป








