วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

จากหิ้งสู่ห้าง เมื่อเข้าใจตรงกัน

ถ้าทั้งฝั่งเอกชนและฝั่งมหาวิทยาลัย ได้มีโอกาสทำงานร่วมกันมากขึ้นจะทำให้ประเทศไทยมีผลงานสู่สาธารณะมากขึ้น

INNOVATION: from Research to Revenue ชื่อภาษาอังกฤษ ที่น่าจะสื่อความหมายของบทความเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ที่สรุปสาระสำคัญและมุมมอง ตลอดจนเสียงสะท้อนดังๆที่มีทั้งแง่คิด คำคม และข้อเสนอแนะดีๆ ที่สั้น กระชับ และได้ใจความอย่างที่สุด ของคำว่า "นวัตกรรม" และทำไมงานวิจัยในมหาวิทยาลัย จึงไปไม่ถึงฝั่งฝัน ทำอย่างไรถึงจะมีโอกาสได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกัน

จากการพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่องมาหลายสิบปีของไทย ตั้งแต่ยุคเริ่มต้นอุตสาหกรรมการผลิตเพื่อทดแทนการนำเข้า จนถึงการส่งเสริมการลงทุนให้อุตสาหกรรมขนาดใหญ่และไฮเทคจากบริษัทข้ามชาติเข้ามา การสั่งสมความรู้ประสบการณ์และการพัฒนาบุคลากรของไทย ณ วันนี้ ต้องบอกว่ามากพอที่จะขยับปรับจากอุตสาหกรรมที่เน้นแรงงานเข้มข้นไปสู่อุตสาหกรรมที่เน้นทักษะความสามารถ อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ จนถึงนวัตกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มสูง (High Value Added – HVA)

ธุรกิจเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่เริ่มเห็นมากขึ้นจากเดิม ถ้าเป็นบริษัทขนาดเล็กส่วนหนึ่งก็มาจากการส่งเสริมสนับสนุนจากหน่วยงานของรัฐที่จัดตั้งขึ้นมาเพื่อผลักดันให้มีบริษัทนวัตกรรมที่เป็นของไทย แม้ว่าจะเริ่มต้นจากผลิตภัณฑ์ตัวเดียว แต่ถ้าเราไปย้อนดูประวัติของบริษัทใหญ่ๆของโลก อาทิ 3M Apple หรือ Toyota ก็มาจากสิ่งประดิษฐ์เล็กๆ 1 ชิ้น แต่มีการพัฒนาต่อยอดและไม่ย่อท้อจนมีความแข็งแรงและยิ่งใหญ่เป็นองค์กรชั้นนำในปัจจุบัน

ในขณะที่บริษัทขนาดใหญ่ของไทยที่มีทุนทางความสามารถจากการผลิตที่มีผลิตภาพสูง มาตรฐานสูง และการบริหารจัดการที่ดี วันนี้ก็กล้าที่ลุกขึ้นมาปรับเปลี่ยนองค์กรตนเอง รวมถึงกล้าลงทุนด้วยสัดส่วนที่สูงของรายได้ในการที่จะสร้างศูนย์วิจัยของตนเอง รวมถึงการสะสมนักวิจัยในจำนวนที่มากขึ้น โดยเฉพาะสาขาหลักที่เกี่ยวเนื่องกับธุรกิจของตนเอง

แต่กระนั้นก็คงไม่สามารถจะลงทุนในเครื่องมืออุปกรณ์ที่ใช้ในการทำวิจัยได้ครบทุกอย่าง อีกทั้งคงไม่สามารถมีนักวิจัยให้ครอบคลุมสาขาที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนานวัตกรรมขององค์กรได้ทั้งหมด การถ่ายทอดเทคโนโลยี (Technology Transfer) จึงเป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งสามารถทำได้ในหลายหนทาง อาทิ การร่วมมือกับบริษัทข้ามชาติที่เป็นเจ้าของเทคโนโลยี การร่วมวิจัยกับศูนย์วิจัยชั้นนำ การให้ทุนอาจารย์มหาวิทยาลัยที่มีความเชี่ยวชาญในสาขาที่ตนเองขาด การให้ทุนนักศึกษาระดับปริญญาโทและเอก การซื้อสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา หรือการเชิญอาจารย์จากมหาวิทยาลัยเข้ามาทำวิจัยในบริษัทของตนเองเป็นระยะเวลาสั้นๆ 6 เดือนถึง 2 ปี เป็นต้น


อย่างไรก็ตามการทำความเข้าใจในความแตกต่างกัน ระหว่างนักวิจัยในบริษัทเอกชน กับอาจารย์มหาวิทยาลัยที่ การไม่เข้าใจในธุรกิจ การไม่คุ้นชินกับการแข่งขัน และการมุ่งความเป็นเลิศทางวิชาการ มากกว่าผลตอบแทนทางการเงิน มักจะทำให้วิธีคิดและวิธีทำงานไม่สอดคล้องตรงกัน และก่อให้เกิดความไม่เข้าใจ จนถึงไม่สามารถร่วมงานกันได้ แต่ถ้าทั้งสองฝ่ายได้ปรับทัศนคติและวิธีทำงานเข้าหากัน และพยายามใช้จุดแข็งของแต่ละฝ่ายมาเสริมกัน น่าที่จะทำให้ผลงานวิจัยโดยรวมของไทยมีความโดดเด่นและเป็นประโยชน์

ตัวอย่างเล็กๆ จากประสบการณ์ที่ต้องทำหน้าที่เป็นตัวกลางระหว่างสองฝ่าย ซึ่งอาจจะไม่ได้หมายถึงทุกคน เพราะว่าอาจารย์บางท่านก็มีหัวก้าวหน้า และมีมุมมองทางธุรกิจอย่างเหลือเชื่อ ในขณะเดียวกันภาคเอกชนก็นึกว่างานวิจัยจะต้องบรรลุผลทั้งหมด แต่ในข้อเท็จจริงมันอาจต้องใช้เวลา และบางครั้งงานวิจัยก็อาจล้มเหลวได้ เพราะผลงานบางชิ้นอาจไม่คุ้มค่าหรือไม่สอดรับกับสภาพแวดล้อมในปัจจุบัน หากแต่เมื่อเวลาผ่านไปก็อาจได้รับความนิยมและคุ้มทุนที่จะผลิตในที่สุด ดังนี้

1. อาจารย์ในมหาวิทยาลัย มีบทบาทหน้าที่หลักในการสอน เพื่อผลิตบัณฑิต และหน้าที่รองคือ วิจัยและบริการสังคม ยังไม่รวมหน้าที่บริหารและอื่นๆสำหรับอาจารย์บางท่าน ในขณะที่องค์กรนวัตกรรมของเอกชน นักวิจัยคือมีหน้าที่ทำวิจัยอย่างเดียว ตามทิศทาง เป้าหมาย และกลยุทธ์ทางธุรกิจ

2. งานวิจัยในมหาวิทยาลัย ส่วนใหญ่มุ่งเน้นไปที่การวิจัยพื้นฐาน หรือการวิจัยเชิงวิชาการ มีส่วนหนึ่งที่มุ่งเน้นงานวิจัยเชิงประยุกต์ และน้อยมากที่เป็นงานวิจัยเชิงอุตสาหกรรมหรือนวัตกรรม ในขณะที่เอกชนจะลงทุนวิจัยแต่ละครั้งจะต้องผ่านการกลั่นกรองเป็นชั้นๆ รวดเร็ว และต้องนำไปสู่ผลตอบแทนที่คุ้มค่าในที่สุด

3. โจทย์วิจัยในมหาวิทยาลัย ไม่สอดรับกับแนวโน้มของตลาด และไม่ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค เพราะในสังคมการศึกษาค่อนข้างจะห่างไกลกับสังคมธุรกิจ โดยอาจารย์จะเลือกที่จะทำในสาขาและหัวข้อที่ตนเองถนัดเป็นหลัก ในขณะที่เอกชนจะคำนวณจากขนาดของตลาด โอกาสทางธุรกิจ และผลตอบแทนจากการลงทุน

4. งบประมาณวิจัยจำกัด เมื่อกระจายไปยังคณะ สถาบัน ศูนย์วิจัย ห้องปฏิบัติการ หรือทีมงานต่างๆ จึงเหลือเป็นเม็ดเงินน้อยนิด อีกทั้งมีหัวข้อวิจัยอีกจำนวนมากที่ไม่มีงบ จำเป็นต้องหาแหล่งทุนวิจัยจากภายนอกทั้งที่เป็นของรัฐ เอกชน และองค์กรสากลต่างๆ ในขณะที่เอกชน จะทุ่มงบประมาณไปในเฉพาะเรื่อง และอยู่ในขอบเขตที่กำหนดเท่านั้น

5. อาจารย์มหาวิทยาลัยจำนวนไม่น้อย มีความเป็นตัวของตัวเองค่อนข้างสูง และยังไม่ค่อยทำงานข้ามศาสตร์ ข้ามสาขาเท่าที่ควร ซึ่งการทำงานในทีมเฉพาะด้านนั้นเหมาะกับการทำวิจัยพื้นฐาน(เชิงลึกทางวิชาการนั้นๆ) แต่สำหรับงานนวัตกรรม ต้องใช้สหวิทยาการและความเชี่ยวชาญจากหลายด้าน แม้ว่าจะเป็นงานวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ ก็ยังอาจต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญด้านสังคมศาสตร์ ด้านการตลาด ด้านการออกแบบ เข้ามาร่วมด้วย และนั่นคือวิธีการสร้างทีมวิจัยของเอกชน

6. อาจารย์และนักวิจัยภาครัฐ มีความมุ่งมั่นในการวิจัยเพื่อความเป็นเลิศในทางวิชาการ และมีจิตสาธารณะที่จะให้ผลงานวิจัยเป็นประโยชน์ต่อสังคมและประชาชน จึงมักไม่ได้คำนึงถึงผลประโยชน์ในเชิงการค้ามากนัก ซึ่งเป็นเรื่องที่ดี เพราะอย่างน้อยก็จะมีนวัตกรรมเพื่อสังคมที่ทุกคนสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้ ไม่ใช่มีแต่นวัตกรรมราคาแพงที่ตอบสนองเฉพาะคนรายได้สูงเท่านั้น

ยังมีอีกหลายเหตุผลและมุมมองที่อาจจะแตกต่างกันไปอีกบ้าง แต่เชื่อว่าถ้าทั้งฝั่งเอกชนและฝั่งมหาวิทยาลัย ได้มีโอกาสทำงานร่วมกันมากขึ้น ลดความเป็นตัวตนของแต่ละฝ่ายลงบ้าง ก็จะทำให้ประเทศไทยมีผลงานที่ไปสู่สาธารณะและได้รับการยอมรับว่าเป็นประเทศที่สามารถใช้ประโยชน์จากวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีได้ดีขึ้น