ใกล้ถึงปีใหม่แล้ว ผมเชื่อว่าท่านผู้อ่านจำนวนมากคงจะตั้งคำอธิษฐานไว้ว่าในปี 2558 ที่จะถึงนั้น จะทำอะไรให้สำเร็จ
หรือบรรลุบ้าง หลายท่านอาจจะตั้งใจว่าในปีใหม่นี้ จะขยันทำงาน ขยันเรียนหนังสือมากขึ้น จะตั้งใจคุมน้ำหนัก ลดอาหาร ลดความอ้วน จะตั้งใจออกกำลังกาย ตั้งใจทำตัวให้ดี ตั้งใจอ่านหนังสือให้มากขึ้น ฯลฯ ทำให้ช่วงก่อนปีใหม่นั้นกลายเป็นช่วงของความตั้งใจ ความมุ่งมั่น ความหวัง และ ความฝัน อย่างไรก็ดีพอเปิดทำงานหรือเปิดเรียนหลังปีใหม่แล้ว สิ่งที่ได้หวังหรือฝันนั้น ก็ยังคงหวังและฝันกันอยู่ต่อไป และพอสิ้นปีหน้า ความหวังและฝันนั้นก็จะกลับมาเรืองรองอีกครั้งหนึ่ง
ปรากฏการณ์ความหวังก่อนปีใหม่นั้น จริงๆ แล้วก็คือเรื่องเดียวกับการผัดวันประกันพรุ่งครับ เราหวัง ตั้งใจ จะทำอะไรสักอย่าง แต่เมื่อถึงเวลาหรือถึงกำหนดที่จะต้องทำแล้วเรากลับไม่ทำ แต่แทนที่เราจะปฏิเสธหรือตัดรอนอย่างไร้เยื่อใยว่าจะไม่ทำ เรากลับผัดผ่อน เลื่อนกำหนดสิ่งที่จะต้องออกไปเรื่อยๆ ซึ่งการผัดวันประกันพรุ่งนั้น ไม่ใช่เรื่องผิดปกติ และเชื่อว่าทุกคนต้องเคยผัดวันประกันพรุ่งในเรื่องที่ต่างๆ กันมาก่อน เพียงแต่ในช่วงปีใหม่นั้น เราจะพบกับการผัดวันประกันพรุ่งกันมากขึ้นกว่าปกติ
ทั้งนี้ เนื่องจากพอจะเริ่มปีใหม่ เราก็ตั้งใจที่จะทำตัวหรือประพฤติตัวแบบใหม่ ซึ่งก็ถือว่าเป็นความตั้งใจที่ดี แต่เมื่อเลยปีใหม่ไปแล้ว และไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการงานหรือการเรียนก็เริ่มเข้าสู่วงจรปกติ ก็ทำให้สิ่งที่เราหวังหรือตั้งใจที่จะปฏิบัติก่อนปีใหม่นั้น ถูกเลื่อนออกไปเรื่อยๆ
นักวิชาการเองก็พยายามศึกษาและวิจัยเกี่ยวกับพฤติกรรมการผัดวันประกันพรุ่งของคนเราและพบว่า การผัดวันประกันพรุ่งนั้น จะมีสองลักษณะ ได้แก่ พวกที่ชะลอการตัดสินใจ กับ พวกที่ชะลอการกระทำ พวกแรกที่ชะลอการตัดสินใจนั้น จะเลือกที่จะตัดสินใจว่าจะไม่ตัดสินใจ หรืออีกนัยหนึ่งคือการไม่ตัดสินใจหรือชะลอการตัดสินใจออกไป ทั้งนี้ อาจจะเกิดขึ้นเนื่องจากต้องการให้ผู้อื่นตัดสินใจให้ (เพื่อที่เมื่อเกิดความผิดพลาด จะได้มีแพะ) ส่วนพวกที่ชะลอการกระทำนั้น ได้มีการตัดสินใจแล้วว่าจะทำ แต่ปรากฏว่าเมื่อตัดสินใจไปแล้วกลับไม่ทำเสียที ซึ่งก็อาจจะเกิดขึ้นจากหลายสาเหตุ ทั้งการขาดความเชื่อมั่นในตนเอง หรือ การขาดวินัยในตนเอง
ปรากฏการณ์ความหวังช่วงก่อนปีใหม่นั้น คนส่วนใหญ่จะตัดสินใจไปแล้วว่าหลังปีใหม่จะปรับปรุงตัวเอง ปรับปรุงความประพฤติอย่างไรบ้าง แต่คนเหล่านี้จะชะลอการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตนเองออกไปก่อน โดยส่วนใหญ่ก็มักจะให้ข้ออ้างง่ายๆ ว่า “เดี๋ยวไว้พรุ่งนี้”
มีการศึกษาอีกชิ้นหนึ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับพฤติกรรมของพวกที่ชอบผัดวันประกันพรุ่งว่า จริงๆ แล้วคนเหล่านี้จะเป็นพวกที่มีความขัดแย้งเกิดขึ้นในจิตใจ และจากความขัดแย้งที่เกิดขึ้น ก็เลยเลือกที่จะไม่เผชิญกับความขัดแย้งดังกล่าวจึงเลือกที่จะไม่ทำหรือชะลอสิ่งที่ควรจะทำออกไปเสียก่อน
ความขัดแย้งในจิตใจนั้นเกิดขึ้นจากสองฝ่ายในจิตใจเราครับ ฝ่ายแรก เป็นฝ่ายใฝ่ดี คือรู้ว่าควรจะต้องทำอะไรหรือปรับปรุงตัวเองอย่างไร ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกายให้มากขึ้น หรือ การงดรับประทานอาหารที่ไม่ไขมันสูง หรือ การอ่านหนังสือให้มากขึ้น หรือ การจัดบ้านให้เรียบร้อย ในขณะที่อีกฝ่าย หรือ ฝ่ายต่อต้านนั้น ก็จะต่อต้านต่อการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น (เหมือนกับคนต่อต้านการเปลี่ยนแปลงภายในองค์กรครับ) ไม่ว่าจะเป็นการขี้เกียจออกกำลังกาย หรือ การขอกินอร่อยๆ อีกมื้อ หรือ การขอนอนพักผ่อนแทนที่จะจัดบ้าน ฯลฯ สุดท้าย ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายต่อต้านชนะ หรือ การเลือกที่จะไม่เผชิญความขัดแย้งในจิตใจ ก็จะนำไปสู่การไม่ทำอะไรตามที่ควรจะเป็นและตั้งใจไว้ แล้วก็นำไปสู่การผัดวันประกันพรุ่ง
การแก้ไขอาการผัดวันประกันพรุ่งนั้นไม่ยากครับ จริงๆ แล้วก็ใช้หลักการเดียวกับการบริหารหรือขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงในองค์กร ไม่ว่าจะเป็น การทำทันทีเลย ไม่ต้องรอให้ถึงปีหน้า เช่น ณ ตอนนี้ท่านตั้งใจไว้ว่าปีใหม่จะเริ่มลดน้ำหนัก ก็ควรจะลดตอนนี้เลยไม่จำเป็นต้องรอให้ถึงปี 2558 หรือ การแบ่งสิ่งที่ต้องทำออกเป็นงานย่อยๆ เพื่อให้ดูน่าดึงดูดมากขึ้น และไม่ดูที่จะยากหรือท้าทายเกินไป หรือ การสร้างความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องทำ และไม่สามารถชะลอออกไปได้ เช่น ชุดต่างๆ ที่มีอยู่เริ่มที่จะสวมไม่ได้ ก็จะต้องลดน้ำหนักทันที ไม่สามารถรอได้อีกต่อไป
เราควรจะมองย้อนกลับไปนะครับว่าปีใหม่ที่ผ่านๆ มา เราตั้งความหวังหรือตั้งใจจะทำอะไรบ้าง แล้วได้ทำสำเร็จมากน้อยเพียงใด จริงๆ ความหวัง หรือ ความตั้งใจหนึ่งที่ทุกคนน่าจะตั้งไว้ คือปีใหม่นี้จะเลิกผัดวันประกันพรุ่ง ก็น่าจะเป็นสิ่งที่ดีนะครับ









