วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

เรื่องดีเซล หลักการสำคัญกว่ากระแส

คนของพรรคประชาธิปัตย์ ทั้งคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และคุณเกียรติ สิทธีอมร ออกมาตั้งคำถามกับรัฐบาล

และกระทรวงพลังงานว่า นับตั้งแต่วันที่ 22 พฤษภาคม 2557 ซึ่งเป็นช่วงที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) เข้ามาควบคุมอำนาจ มาจนถึงต้นเดือนธันวาคม ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับลดลงถึงร้อยละ 46 แต่ทำไมราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่นกลับลดลงได้เพียงร้อยละ 25 และราคาขายปลีกที่หน้าปั๊มลดลงไม่ถึงร้อยละ 20 และตั้งข้อสังเกตกับน้ำมันดีเซลซึ่งเป็นน้ำมันเศรษฐกิจที่มีการใช้มากที่สุด ราคาลดลงเพียงร้อยละ 4 ในขณะเดียวกันทั้งกำไรของโรงกลั่นและค่าการตลาดของผู้ค้าปรับเพิ่มสูงขึ้นมาก โดยที่กระทรวงพลังงานยังนิ่งอยู่เฉยไม่ยอมจัดการกับทั้งโรงกลั่นและผู้ค้าน้ำมัน ในการทำให้ค่าการกลั่นและค่าการตลาดปรับลดลงมาอยู่ในระดับที่เหมาะสม ซึ่งหมายความว่าราคาน้ำมันควรจะลดลงได้อีก


เรื่องนี้ รัฐมนตรีพลังงาน ณรงค์ชัย อัครเศรณี ยังไม่ได้มีมาตรการอะไรที่จะไปดำเนินการกับโรงกลั่น ตามข้อเรียกร้องจากคนของพรรคประชาธิปัตย์ อาจจะเพราะเห็นว่าโรงกลั่นเองประสบปัญหาการขาดทุนสต็อกน้ำมัน จากราคาน้ำมันที่ปรับลดลงอย่างรวดเร็ว จึงไม่สามารถที่จะปรับลดราคาหน้าโรงกลั่นให้สะท้อนต้นทุนน้ำมันดิบ ที่ปรับลดลงมาได้และเลือกที่จะใช้วิธีอธิบายความผ่านสื่อมวลชน ถึงความจำเป็นของรัฐที่ต้องการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันในช่วงน้ำมันขาลง เพราะในช่วงน้ำมันขาขึ้นในรัฐบาลที่ผ่านๆมา กองทุนน้ำมันมีฐานะที่ติดลบอยู่มากพอสมควร

ไล่เลียงย้อนหลังดูฐานะของกองทุนน้ำมัน ซึ่งมีบทบาทในการเข้าไปตรึงราคาน้ำมันดีเซล และชดเชยราคาก๊าซหุงต้มหรือแอลพีจีในช่วงที่ผ่านมาตั้งแต่เดือน ก.พ.ปี 2544 กองทุนน้ำมันเคยติดลบมากที่สุดในสมัยรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ประมาณ83,000ล้านบาท เป็นบวกมากที่สุดในสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ ประมาณ 28,700 ล้านบาทเมื่อเดือนธ.ค.2551 และกลับมาติดลบ 22,800 ล้านบาทในสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ และในวันที่ 22 พ.ค.2557 ช่วงคสช. กองทุนน้ำมันยังติดลบประมาณ 7,000 ล้านบาท ซึ่งจะเห็นว่าในแต่ละรัฐบาลต่างก็ใช้กองทุนเข้ามาตรึงราคาดีเซล ในช่วงน้ำมันขาขึ้นและเก็บเงินเข้ากองทุนในช่วงน้ำมันขาลงจึงเป็นเหตุผลที่พอเข้าใจได้ ว่าทำไม่ราคาดีเซลจึงไม่ได้ปรับลดลงมามาก เหมือนน้ำมันเบนซินและแก๊สโซฮอลในช่วงน้ำมันขาลงแบบนี้

ในหลักการของคุณณรงค์ชัย รัฐมนตรีพลังงาน ที่ต้องการจะปรับโครงสร้างราคาน้ำมันโดยให้น้ำมันที่มีค่าความร้อนใกล้เคียงกันต้องเสียภาษีสรรพสามิตเท่ากันหรือใกล้เคียงกันนั้นค่อนข้างแตกต่างกับ แนวคิดคุณอภิสิทธิ์ที่อยากจะเห็นรัฐบาลเข้ามาดูแลน้ำมันดีเซล ในฐานะที่เป็นม้ำมันเศรษฐกิจเป็นต้นทุนสำคัญ ของภาคการผลิตและขนส่งสินค้า มากกว่ากลุ่มเบนซินและแก๊สโซฮอลที่ส่วนใหญ่เป็นรถยนต์ส่วนบุคคล ไม่ใช่รถสาธารณะ

แต่ในที่สุดมติของคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติหรือกพช. เมื่อวันที่ 15 ธ.ค.ที่ผ่านมา ก็ยืนตามหลักการที่รัฐมนตรีพลังงานเสนอ ซึ่งก็มีผลให้ราคาดีเซลปรับลดลงเพียงแค่ 1 บาทต่อลิตร โดยปรับลดจากกองทุนน้ำมันเพียง 30 สตางค์ลิตร. ที่เหลืออีก 70 สตางค์ต่อลิตรเป็นการปรับลดจากส่วนของผู้ค้า เพราะมีค่าการตลาดที่สูงเกินไป ในขณะที่ภาษีสรรพสามิตก็ปรับขึ้นจาก. 75 สตางค์ต่อลิตร มาอยู่ที่ 3.25 บาทต่อลิตร. ส่วนเบนซิน 95 ยังอยู่ที่ 5.60 บาทต่อลิตร. และแก๊สโซฮอล์ 95 และ 91 อยู่ที่ 5.04 บาทต่อลิตร

เชื่อว่ารัฐบาลชุดนี้ยังคงสามารถที่จะประคองสถานการณ์ราคาน้ำมันไปได้จนถึงปี 2558 เพราะนักวิเคราะห์จากหลายสำนักคาดการณ์ตรงกัน ว่าราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปีหน้า ไม่น่าจะปรับตัวสูงขึ้นไปกว่าปีนี้โดยน่าจะอยู่ที่ระดับเฉลี่ย 80-90 ดอลลาร์ในขณะที่ราคาขายปลีกดีเซลปัจจุบันยังอยู่ที่ระดับต่ำกว่า 27 บาทต่อลิตรส่วนกองทุนก็ยังมีเงินไหลเข้าสุทธิเดือนละ 3-4 พันล้านบาทจากที่มีเงินตุนเอาไว้แล้วกว่าหมื่นล้านบาท

เราจึงไม่เห็นคุณณรงค์ชัยแกเดือดเนื้อร้อนใจอะไรกับกระแสเรียกร้อง ให้มีการลดราคาดีเซลลงในช่วงนี้แม้ว่าเสียงบ่นจากชาวบ้านจะยังระงมอยู่