ท่ามกลางกระแสการออกกฎหมายภาษีมรดกซึ่งคาดว่าจะออกเป็นกฎหมายภายในเร็วๆ นี้และคงบังคับใช้ภายในปีหน้า
จนเป็นที่สร้างความวิตกกังวลและได้รับการพูดถึงมากที่สุดในกลุ่มผู้มีทรัพย์สินเกินกว่า 50 ล้านบาทและเจ้าสัวของประเทศไทย การนำร่างกฎหมายภาษีการรับมรดกซึ่งได้ผ่านมติคณะรัฐมนตรีเป็นที่เรียบร้อยแล้วเข้าสู่วาระการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติในวันพฤหัสบดีที่ 18 ธ.ค. นี้ยังคงมีหลากหลายประเด็นข้อสนับสนุนและโต้แย้งเกี่ยวกับนโยบายและประสิทธิภาพในการจัดเก็บภาษีที่ยังคงถกเถียงและไม่เป็นที่ยุติ
ความจริงแล้ว แนวความคิดในการจัดเก็บภาษีมรดกไม่ใช่เรื่องใหม่ของประเทศไทย ในอดีตช่วงปี พ.ศ. 2476- 2487 เราเคยจัดเก็บภาษีมรดกรวมเป็นระยะเวลาประมาณ 10 ปี โดยเรียกเก็บจากทั้งกองมรดกและผู้รับมรดก แต่กฎหมายภาษีมรดกได้ถูกยกเลิกไปเพราะภาษีที่เรียกเก็บได้ (ประมาณ 0.05% - 0.12% ของรายได้ทางตรงทั้งหมด) ไม่คุ้มกับงบประมาณในการจัดเก็บ ในอีกครึ่งศตวรรษต่อมา ในช่วงปี 2540 -2544 ซึ่งเป็นช่วงที่ประเทศไทยเกิดวิกฤตการเงิน แนวความคิดในการจัดเก็บภาษีมรดกก็กลับมาอีกครั้ง แต่ก็ล้มเลิกไปในที่สุด หลังจากนั้น ก็มีการเสนอให้จัดเก็บภาษีมรดกเรื่อยมา ทั้งในช่วงรัฐประหาร 2549 และในช่วงรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในปี 2552 แต่ก็ไม่ประสบผลสำเร็จ
จะว่าไปแล้วในบรรดาประเทศอาเซียนทั้งหมดนอกจากประเทศฟิลิปปินส์และประเทศเวียดนามแล้ว ไม่มีประเทศใดที่จัดเก็บภาษีมรดก เขตปกครองพิเศษฮ่องกงและประเทศสิงคโปร์นั้นเคยมีภาษีมรดกแต่ได้ยกเลิกภาษีมรดกไปนานแล้วเมื่อปีพ.ศ. 2549 และ 2551 ตามลำดับ เพื่อส่งเสริมการลงทุน และธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง อีกตัวอย่างหนึ่งคือประเทศนอร์เวย์ ที่ได้ยกเลิกการจัดเก็บภาษีมรดกไปเมื่อต้นปี 2557 นี้ เนื่องจากรัฐบาลนอร์เวย์ต้องการที่จะลดอุปสรรคในการสืบทอดธุรกิจครอบครัว และที่อยู่อาศัยของครอบครัวจากรุ่นหนึ่งสู่อีกรุ่นหนึ่ง และขจัดความยุ่งยากในการจัดเก็บภาษี
หากท่านใดสนใจศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมสามารถศึกษาได้จากบทความดังต่อไปนี้ครับ (ก) 6 ข้อสังเกตเรื่องภาษีมรดกโดยมูลนิธิสถาบันอนาคตไทยศึกษา (www.thailandfuturefoundation.org) ก.ย.2557 (ข) ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับภาษีมรดกและภาษีการให้วารสารอัยการตุลาการ-ธ.ค. 2554 โดยสุธิดา ถนอมจิตร (บทคัดย่อวิทยานิพนธ์ คณะนิติศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์) (ค) ภาษีมรดกวารสารปกครองพ.ศ. 2544 บทคัดย่อโดยฤทัยพูลสวัสดิ์ (บทคัดย่อวิทยานิพนธ์คณะนิติศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์) (ง) ภาษีมรดกวารสารนิติศาสตร์ พ.ศ. 2544 โดย ดร. สมคิด เลิศไพฑูรย์ (จ) ภาษีมรดกดุลพาห พ.ศ. 2542 โดยประสพสุข บุญเดช (ฉ) ภาษีการให้ : เก็บภาษีจากความรักและความปราณี กรุงเทพธุรกิจ 9 ธ.ค.2557 โดยศาสตราจารย์พิเศษอธึก อัศวานันท์ (ช) ภาษีมรดกทวนกระแสโลก กรุงเทพธุรกิจ 31 ต.ค.2557 โดยศาสตราจารย์พิเศษอธึก อัศวานันท์
หลังจากการศึกษาวิเคราะห์ร่างพระราชบัญญัติภาษีการรับมรดกที่ผ่านความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีแล้ว พร้อมทั้งวิธีการจัดเก็บภาษีมรดกของต่างประเทศ รวมถึงสภาพปัญหาและแนวทางแก้ไขแล้ว ผมขอถือโอกาสนี้แสดงข้อคิดเห็น รวมถึงข้อดีและข้อเสียของการจัดเก็บภาษีการรับมรดกและภาษีการรับให้ตามร่างกฎหมายฉบับปัจจุบัน
๐ สรุปสาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติภาษีการรับมรดก
1. ผู้ที่มีหน้าที่เสียภาษีการรับมรดก ได้แก่ (1) บุคคลที่มีสัญชาติไทย และ (2) บุคคลที่ไม่ได้มีสัญชาติไทยแต่มีภูมิลำเนาหรือสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในประเทศไทยเป็นเวลา 3 ปีติดต่อกัน แต่ไม่รวมถึงคู่สมรสของเจ้ามรดก โดยบุคคลผู้มีสัญชาติไทยจะต้องเสียภาษีมรดกจากทรัพย์สินทั้งที่อยู่ในประเทศไทยและต่างประเทศ แต่บุคคลที่ไม่ได้มีสัญชาติไทย จะต้องเสียภาษีมรดกจากทรัพย์สินในประเทศไทย โดยจัดเก็บภาษีมรดกในอัตราร้อยละ 10 ของมูลค่าฐานภาษีมรดกหลังหักหนี้สิน
2. ฐานภาษีมรดกที่นำมาใช้คำนวณภาษีมรดก ได้แก่ มูลค่าทรัพย์มรดกหลังหักหนี้สินที่ได้รับเป็นมรดกในส่วนที่เกิน 50 ล้านบาทเท่านั้น การคำนวณมูลค่าของราคาทรัพย์สินที่ได้รับจะแบ่งตามประเภทของทรัพย์สิน กล่าวคือ อสังหาริมทรัพย์ถือตามราคาประเมินทุนทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมตามประมวลกฎหมายที่ดิน หากเป็นหลักทรัพย์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยให้ถือเอาราคาของหลักทรัพย์ในเวลาสิ้นสุดเวลาทำการของตลาดหลักทรัพย์ในวันที่ได้รับมรดก หากเป็นทรัพย์สินประเภทอื่นๆ ให้เป็นไปตามที่กฎกระทรวงกำหนด
3. บุคคลผู้มีหน้าที่เสียภาษีต้องยื่นแบบรายการภาษีและเสียภาษีให้แล้วเสร็จภายใน 150 วันนับแต่วันที่ได้รับมรดกต่อสำนักงานสรรพากรพื้นที่ แต่ทั้งนี้ระยะเวลาดังกล่าวสามารถขยายได้ตามเหตุอันสมควร และอนุญาตให้ผู้มีหน้าที่ต้องเสียภาษีสามารถขอผ่อนชำระค่าภาษีโดยปลอดดอกเบี้ยได้เป็นเวลา 2 ปี หรือมีดอกเบี้ยเป็นเวลา 5 ปี ส่วนในเรื่องการฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย กฎหมายฉบับนี้ได้กำหนดบทลงโทษทางอาญาทั้งจำคุกและปรับเอาไว้สำหรับผู้ที่ไม่ยอมปฏิบัติตามหมายเรียกหรือมาตอบคำถามของเจ้าพนักงานโดยไม่มีเหตุอันสมควร ผู้ที่จงใจแจ้งข้อความเท็จ หรือให้ถ้อยคำเท็จ หรือแสดงพยานหลักฐานเท็จเพื่อหลีกเลี่ยงภาษีอากร หรือผู้ที่จำหน่าย ทำลาย ซ่อนเร้น โอนไปเสียซึ่งทรัพย์ที่ถูกยึด (ในกรณีที่นิติบุคคลกระทำการดังกล่าว ผู้แทนนิติบุคคลที่มีส่วนร่วมในการกระทำดังกล่าวต้องรับผิดด้วย) นอกจากนี้ ยังมีบทลงโทษแก่ผู้ที่ฝ่าฝืนกฎหมายให้ต้องชำระเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม คือ หากไม่ยอมยื่นแบบภายในเวลาที่กำหนดต้องเสียเบี้ยปรับ 2 เท่าของเงินภาษีที่ต้องชำระ หรือยื่นข้อมูลไม่ถูกต้องตรงกับความจริงต้องเสียเบี้ยปรับหนึ่งเท่าของเงินที่ต้องเสียเพิ่ม และหากไม่ยอมเสียเงินเพิ่มภายในกำหนดเวลาต้องเสียเงินเพิ่ม ร้อยละ 1.5 ของส่วนที่ต้องเสียเพิ่ม
๐ ข้อโต้แย้งและข้อสนับสนุน
ข้อโต้แย้งหรือสนับสนุนกฎหมายภาษีมรดกนั้นล้วนแต่มีเหตุผล ผมขอให้เป็นวิจารณญาณของผู้อ่านแต่ละท่านที่อาจเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยสำหรับส่วนตัวผมขอสรุปข้อสนับสนุนและข้อโต้แย้งในการจัดเก็บภาษีมรดกอย่างคร่าวๆ ดังนี้
1. ข้อสนับสนุน
1) เป็นการสร้างความเสมอภาคและความเป็นธรรม ถ้ามีความมั่งคั่งมากก็ควรเสียภาษีมากเพื่อลดความเหลื่อมล้ำระหว่างคนรวยกับคนจน ซึ่งในประเทศไทยนั้นช่องว่างระหว่างคนจนกับคนรวยมีอยู่มากหรือที่เรียกว่า รวยกระจุกจนกระจาย
2) เป้าหมายการเก็บภาษีการรับมรดกไม่ใช่มุ่งเก็บรายได้เป็นหลัก แต่มุ่งให้มีการกระจายภาระภาษีให้เกิดความเป็นธรรมในสังคมมากขึ้น เพราะผู้มีรายได้มากอาจเป็นเพราะได้ใช้ทรัพยากรของประเทศมาก เมื่อใช้ทรัพยากรของประเทศมาก ก็ควรเสียภาษีมาก
3) เป็นการจัดเก็บภาษีที่เจ้าของกองมรดกหรือผู้รับมรดกอาจหลบเลี่ยงหรือไม่ได้เสียภาษีครบถ้วน ให้กลับเข้ามาเสียภาษีได้อีกครั้งหนึ่งที่เรียกว่า “Back Tax”
4) เป็นการใช้ทรัพยากรให้มีประสิทธิภาพโดยเห็นว่า การสะสมทรัพย์สินบางอย่างไม่มีประโยชน์ในทางเศรษฐกิจ เช่น ที่ดิน และเพชรพลอย เป็นต้น ดังนั้น เมื่อได้รับทรัพย์สินดังกล่าวก็ควรเก็บภาษี
5) เพิ่มอัตราการบริโภคภายในประเทศและกระตุ้นให้เจ้าของทรัพย์สินรุ่นก่อนๆ ถ่ายโอนทรัพย์สินและธุรกิจให้ทายาทรุ่นต่อๆ มา เพื่อกระตุ้นให้เกิดการลงทุนในธุรกิจหรือทรัพย์สินอื่นที่หลากหลายมากขึ้น โดยไม่ต้องรอให้เจ้าของทรัพย์สินเสียชีวิตก่อน (เหตุผลนี้เองเป็นเหตุผลที่ประเทศญี่ปุ่นเพิ่มอัตราภาษีมรดก)
6) เพิ่มรายได้ให้รัฐบาล เนื่องจากในสภาพการณ์ปัจจุบันรัฐบาลมีค่าใช้จ่ายในการบริหารประเทศมาก และมีแนวโน้มว่ารายได้จากการเก็บภาษีที่มีอยู่ไม่เพียงพอ ดังนั้น ภาษีการรับมรดกจึงเปรียบเสมือนเครื่องมือในการเพิ่มพูนรายได้ให้แก่รัฐได้อีกทางหนึ่ง
7) การจัดเก็บภาษีการรับมรดกไม่ได้เป็นการเก็บภาษีซ้ำซ้อนทางเศรษฐกิจ เพราะใช้เกณฑ์การมีชีวิตอยู่หรือไม่ของเจ้ามรดกเป็นสำคัญ โดยจะมีการจัดเก็บภาษีก็ต่อเมื่อเจ้ามรดกถึงแก่ความตายเท่านั้น ส่วนภาษีอื่น ๆ มีการจัดเก็บในขณะที่เจ้ามรดกยังมีชีวิตอยู่
อ่านต่อฉบับพรุ่งนี้









