ในที่สุดก็ต้องประกาศขายกิจการออกไป สำหรับธุรกิจปลูกปาล์มน้ำมัน และผลิตน้ำมันปาล์มในประเทศอินโดนีเซีย
ตรงนี้ชัดเจนไม่ได้เป็นคำบอกเล่าจากใครใดๆ ทั้งสิ้น แต่กลับเป็นการยืนยันจากผู้บริหาร ปตท.ที่แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ไปเมื่อวันที่ 15 ธ.ค.ที่ผ่านมา โดยอ้างถึงมติของคณะกรรมการบริษัทบอกว่า อนุมัติให้บริษัท Kalimantan Thailand Palm PTE. LTD. (KTP) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ ปตท. กรีน เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด (PTTGE SG) บริษัทแห่งนี้จดทะเบียนที่ประเทศสิงคโปร์ ปตท.ถือหุ้น 100% ดำเนินการจำหน่ายเงินลงทุนทั้งหมด 95% ของหุ้นที่จำหน่ายแล้ว ในบริษัทย่อย PT Mitra Aneka Rezeki (PT. MAR) ให้แก่ บริษัท PT PrasadA Jaya Mulia (PJM)
พร้อมอนุมัติให้ PTT Green Energy Services (Netherlands) B.V. (PGE) เป็นบริษัทย่อยของ PTTGE SG โอนหนี้และเงินลงทุนล่วงหน้า (Advance Subscription Payment) ให้แก่บริษัท Harvey Bay Overseas LTD. (HBO)
บอกด้วยว่า PT.MAR เป็นบริษัทที่จัดตั้งและประกอบธุรกิจปลูกปาล์มน้ำมัน และผลิตน้ำมันปาล์มในอินโดนีเซีย ประกอบด้วย 2 โครงการ คือ Pontianak ที่ West Kalimantan และ Banyuasin ที่ South Sumatra การซื้อขายหุ้นครั้งนี้ จะแล้วเสร็จภายใต้เงื่อนไขสัญญา พร้อมกับย้ำว่าทุกอย่างจะจบสิ้นภายในเดือนมิ.ย.2558
จริงๆ แล้วเรื่องนี้เสนอขออนุมัติต่อบอร์ดปตท.มาตั้งแต่ปลายเดือนที่ผ่านมา แต่เหตุไฉนเพิ่งแจ้งตลาดหลักทรัพย์เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ปกติการจะซื้อ หรือจะขายกิจการคงไม่ใช่เรื่องแปลกสักเท่าไหร่ ทำธุรกิจมีกำไรก็ดำเนินการต่อไป ขาดทุนก็ขายทิ้ง ถือเป็นเรื่องปกติ แล้วโครงการนี้ของปตท.อยู่ในข่ายไหน?
กรณีนี้ไม่น่าจะเป็นเรื่องปกติ การเข้าไปทำธุรกิจปลูกปาล์มน้ำมันและผลิตน้ำมันปาล์มในอินโดนีเซีย ยังมีเรื่องที่ชวนคิด
"ปมปัญหาการซื้อที่ดินราคาแพงหูฉี่ การสอบสวนของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่ยังอยู่ในกระบวนการตรวจสอบ"
เหตุผลสำคัญเพราะการลงทุนธุรกิจปาล์มในอินโดนีเซียของปตท.เหนือความคาดหมาย ก็เพราะเป็นเรื่องที่ไปเกี่ยวพันกับ "ผู้คนจำนวนไม่น้อย" จนกระทั่งมีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบบุคคลที่เกี่ยวข้อง พร้อมๆ กับส่งเรื่องให้ป.ป.ช.ตรวจสอบอยู่ถึงทุกวันนี้
"การตัดตอนขายหุ้นออกไป แล้วกระบวนการสอบสวนกับบุคคลที่เกี่ยวข้องใครจะต้องรับผิดชอบ ทำไม?ต้องตัดขายแค่ 2 โครงการ ทำไมต้องขายขาดทุน"หากเป็นอย่างนี้ถามว่าโครงการที่เหลือจะขายให้มีกำไรได้อย่างไร
จริงๆ โครงการนี้ไม่ใช่จะเพิ่งเข้าไปลงทุนเท่าที่รู้ อุตส่าห์ดิ้นรนเข้าไปเมื่อปี 2550 เริ่มจากการไปตั้งบริษัทในประเทศสิงคโปร์ ด้วยทุนจดทะเบียนกว่าหมื่นล้านบาท
หากย้อนกลับไปเราจะเห็นว่าเมื่อ ปี 2550 บอร์ดปตท.อนุมัติให้ พีทีที กรีน เอนเนอร์ยี่ เข้าลงทุนใน PT.Az Zhara ด้วยเงินลงทุน 1871.25 ล้านบาท ทำสวนปาล์มพื้นที่ 734,375 ไร่ ตั้งอยู่ที่เกาะ Kalimantan
ปี 2551 ปตท. กรีน เอ็นเนอร์ยี่ เข้าซื้อกิจการบริษัท PT.Mitra Ancka Rezeki (PT.MAR : Pontianak) โดยมีสินทรัพย์เป็นพื้นที่สำหรับพัฒนาสวนปาล์มน้ำมันขนาด 87,500 ไร่ตั้งอยู่ที่เกาะ Kalimantan
ปี 2551 อนุมัติปตท. กรีน เอ็นเนอร์ยี่ เข้าซื้อสินทรัพย์บริษัท PT Mitra Aneka Rezeki (PT.MAR (Palembang)) ผ่าน PT.MAR มูลค่า 645 ล้านบาท โดยมีสินทรัพย์สิทธิบนที่ดิน 43,750 ไร่ พื้นที่ชาวบ้านบน Contract Farming 93,750 ไร่ และโรงสกัดน้ำมันปาล์มดิบ 30 ตันต่อชั่วโมง โครงการตั้งอยู่บนหมู่เกาะสุมาตรา
ปี 2551 อนุมัติให้ปตท. กรีน เอ็นเนอร์ยี่ เข้าลงทุนในบริษัท PT. First Borneo Plantation (PT.FBP) วงเงิน 2,608 ล้านบาท ลงทุนแบบ Joint Venture ซึ่งพีทีที กรีนเอนเนอร์ยี่ เข้าถือหุ้นโครงการ PT.FBP อยู่ที่ 70% มีสิทธิ์ในที่ดิน 675,000 ไร่
ปี 2555 ได้อนุมัติกรอบการขยายพื้นที่ปลูกและพัฒนาโครงการส่วนขยายของ PT Az Zhara โครงการอื่นในอินโดนีเซีย โดยได้เข้าลงทุน PT Az Zhara (KPI) ถือหุ้นในโครงการ 75% ในสิทธิที่ดิน 492,981 ไร่
ปี 2556 บริษัท PT.Mitra Aneka Rezeki (PT.MAR : Pontianak และ Palembang) ผลิตผลปาล์มดิบได้ 92,126 ตัน ผลิตน้ำมันปาล์มดิบได้ 19,495 ตัน เป็นเนื้อเมล็ดในปาล์ม 3,314 ตัน สร้างรายได้จากทั้งสองโครงการอยู่ที่ 518.4 ล้านบาท
นี่เป็นเพียงส่วนที่ทำให้เห็นการลงทุนในช่วงที่ผ่านมา หากจะคำนวณถึงความสำเร็จหรือความเสียหายที่เกิดขึ้นกับโครงการอย่างนี้ ผู้บริหารปตท.เท่านั้นที่จะรู้ความจริง









