วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

บทเรียนวิกฤติปี 40 ก่อนวิกฤติย้อนรอย (1)

หลังจากผ่านไป 17 ปี ในที่สุด คดีความที่เกี่ยวข้องกับวิกฤตการณ์เศรษฐกิจก็ถึงบทสรุป

บางคดีล่าช้าจนผู้กระทำความผิดเสียชีวิตไป บางคดีตัดสินจำคุก 155 ปีแต่ผู้กระทำความผิดก็หนีไปแล้ว บางคดีถูกวิจารณ์ว่าปล่อยให้หมดอายุความหรือไม่ การกระทำความผิดหลายกรณีพัวพันผู้บริหารสถาบันการเงิน ข้าราชการ นักการเมืองสร้างความเสียหายมหาศาล และมีคนจำนวนไม่น้อยถือโอกาสหาประโยชน์จากวิกฤติในทางมิชอบรวมทั้ง พวก “ล้มบนฟูก” ทิ้งความเสียหายทางเศรษฐกิจให้ประชาชนผู้เสียภาษีรับผิดชอบยาวนานมาจนถึงวันนี้นอกจากนี้ ยังมี พวก “ไม่มี ไม่หนี ไม่จ่าย” ที่ธนาคารต้องตัดเป็นหนี้สูญและกลายเป็นหนี้เสียจำนวนมาก

วิกฤติเศรษฐกิจและวิกฤติการเงินที่เกิดขึ้นเป็นผลมาจากการก่อหนี้เกินตัวของภาคเอกชน การทุจริตในภาคการเงิน ภาคธุรกิจและการเมือง ความไม่มีเสถียรภาพทางการเมืองก่อนวิกฤติ (มีรัฐบาลมากถึง 6 รัฐบาลเข้ามาบริหารประเทศก่อนวิกฤติปะทุ 5 ปี) ตลอดจนถึงการดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจมหภาคผิดพลาด (การยึดมั่นถือมั่นระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบคงที่โดยมีการเปิดเสรีการเงินและวิเทศธนกิจ) การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดเรื้อรัง และปัญหาความไม่มั่นคงของระบบสถาบันการเงิน นอกจากนี้ยังมีการก่อหนี้ต่างประเทศระยะสั้นจำนวนมาก พฤติกรรมเก็งกำไรแพร่หลายพร้อมกับภาวะฟองสบู่ในตลาดหุ้นและอสังหาริมทรัพย์ ร่วมกับความไม่โปร่งใสในระบบการเมืองและในระบบสถาบันการเงิน แต่หากพิจารณาเฉพาะมิติทางเศรษฐกิจการเงินโดยตรง จะมีสองสาเหตุสำคัญ คือ Macroeconomic Imbalance ความไม่สมดุลของเศรษฐกิจมหภาค และ ความไม่มั่นคงของระบบสถาบันการเงิน

วิกฤตการณ์เศรษฐกิจปี 2540 ถือเป็นวิกฤตการณ์ครั้งสำคัญของเศรษฐกิจไทยยุคใหม่ วิกฤตการณ์ครั้งนี้มีทั้งวิกฤตการณ์ระบบสถาบันการเงิน วิกฤตการณ์ค่าเงินและวิกฤตการณ์เศรษฐกิจมหภาค วิกฤตการณ์ปี 2540 มีจุดเริ่มต้นจากการก่อหนี้เกินตัวของภาคเอกชน และการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจมหภาค นโยบายการเงิน นโยบายการกำกับสถาบันการเงินและนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนที่ผิดพลาด ทำให้การก่อหนี้ขยายวงจนเป็นปัจจัยสำคัญของวิกฤตการณ์

สาเหตุวิกฤตการณ์เศรษฐกิจ พ.ศ. 2540 จึงพอแบ่งได้ดังต่อไปนี้

1. ช่องว่างระหว่างระดับการออมและระดับการออม และ การลงทุนเกินตัวทำให้ต้องอาศัยเงินออม (กู้เงิน) จากต่างประเทศ เศรษฐกิจไทยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2533-2538 มีอัตราการขยายตัวโดยเฉลี่ยที่ร้อยละ 8.6 การที่เศรษฐกิจขยายอย่างร้อนแรงเป็นเวลาหลายปีต่อเนื่องกันทำให้นักลงทุนเห็นโอกาสในการสร้างผลตอบแทนจึงขยายการลงทุนอย่างมากจนทำให้ สัดส่วนของการลงทุนภายในประเทศต่อรายได้ประชาชาติพุ่งขึ้นไปแตะระดับ 41.4% จึงต้องอาศัยเงินกู้จากต่างประเทศเพื่อตอบสนองการเติบโตของการลงทุน

2. การพึ่งพิงเงินทุนจากต่างประเทศในอัตราสูงไม่ใช่ปัญหาหากมีการบริหารจัดการที่ดีไม่ให้มีสัดส่วนของเงินกู้ต่างประเทศระยะสั้นมากเกินไปเงินทุนที่ไหลเข้าก่อนช่วงวิกฤติเศรษฐกิจปี พ.ศ. 2540 สองสามปีมีสัดส่วนของการลงทุนโดยตรง (Foreign Direct Investment) น้อย การลงทุนเข้ามาถือหุ้นร่วมกิจการก็น้อยเมื่อเทียบกับเงินไหลเข้าในรูปของเงินกู้และที่สำคัญเงินกู้เหล่านี้กว่าครึ่งหนึ่งเป็นเงินกู้ระยะสั้น

3. นับตั้งแต่มีการเปิดเสรีการเงินผ่านการเปิดเสรีวิเทศธนกิจ มีเม็ดเงินไหลเข้ามาในระบบสถาบันการเงินไทยจำนวนมาก ทำให้สถาบันการเงินในประเทศมีการขยายสินเชื่อในอัตราเร่ง คุณภาพสินเชื่อเริ่มลดลง อัตราส่วนระหว่างการปล่อยสินเชื่อต่อปริมาณเงินฝากสูงขึ้นมาก โดยเฉพาะธนาคารพาณิชย์เพิ่มจากระดับต่ำกว่า 1 ในปี พ.ศ. 2533 สูงขึ้นจนถึงระดับ 1.35 เมื่อสิ้นไตรมาสสองของปี พ.ศ. 2538 นอกจากนี้เริ่มมีสัญญาณของหนี้เสียหรือหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ที่เริ่มปรับตัวเพิ่มขึ้น

4. การใช้นโยบายการเงินแบบเข้มงวด (ปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ย) ขณะที่ยังคงใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบคงที่พร้อมกับยังมีการเติบโตร้อนแรงอยู่ในภาคการลงทุนส่วนต่างระหว่างอัตราดอกเบี้ยในประเทศและต่างประเทศยิ่งสร้างแรงผลักดันให้กู้ยืมเงินจากต่างประเทศมากยิ่งขึ้นและดึงดูดเงินทุนไหลเข้ามากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงก่อนเกิดวิกฤติปี 40 ผู้ให้กู้ให้สินเชื่อแบบผ่อนคลายมากขึ้น โครงการต่างๆ ขยายโดยใช้สัดส่วนของสินเชื่อค่อนข้างสูงและหลายโครงการกู้เงินตราต่างประเทศเพื่อประหยัดดอกเบี้ย โดยมีสมมติฐานว่าไม่มีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนเพราะมั่นใจว่ายังไม่มีการเปลี่ยนแปลงระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบคงที่ระบบตะกร้าเงิน

5. สภาพคล่องที่ผ่อนคลายและปริมาณเงินขยายตัวในระดับสูงในช่วงที่ผ่านมาผสานเข้ากับความร้อนแรงของการลงทุนและการเก็งกำไรทำให้ราคาที่ดินและหลักทรัพย์พุ่งสูงขึ้นกว่าปัจจัยพื้นฐานมากจนเกิดปัญหาฟองสบู่ในภาคเศรษฐกิจต่างๆ บริษัทจำนวนมากต้องการหาเงินทุนจากการขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์และสถาบันการเงินจำนวนไม่น้อยก็ให้สินเชื่ออย่างหละหลวม

6. ทางการไทย (รัฐบาลไทย กระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทยและหน่วยงานทางเศรษฐกิจต่างๆ ของภาครัฐ) ไม่สามารถใช้มาตรการหรือนโยบายต่างๆ หยุดยั้งภาวะฟองสบู่และการขยายตัวอย่างร้อนแรงของอุปสงค์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น นโยบายการคลังที่เข้มงวดและเกินดุลมากพอที่จะลบล้างความร้อนแรงของเงินทุนไหลเข้าไม่ได้เกิดขึ้น นโยบายการเงินเข้มงวดโดยปล่อยให้อัตราดอกเบี้ยสูงไม่ได้ช่วยทำให้สถานการณ์ดีขึ้นมากนัก นโยบายเพิ่มทุนสำรองและกีดกันการนำเข้าของเงินกู้ระยะสั้นมีการดำเนินแต่ไม่เพียงพอ ไม่มีการปรับระบบอัตราแลกเปลี่ยนให้มีความยืดหยุ่นมากพอ

7. ในระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบคงที่เมื่อใช้ในสภาวะที่ปล่อยให้มีการเคลื่อนย้ายเงินทุนอย่างเสรี ธนาคารแห่งประเทศไทยจะไม่สามารถใช้นโยบายการเงินแบบเข้มงวดจำกัดอุปสงค์รวมได้อย่างมีประสิทธิผล เพราะเมื่ออัตราดอกเบี้ยภายในประเทศสูง ผู้ลงทุนจะหันไปกู้เงินจากต่างประเทศที่มีอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าและในช่วงเวลาดังกล่าวอัตราดอกเบี้ยของประเทศสหรัฐอเมริกา ยุโรปและญี่ปุ่นก็ต่ำกว่าไทยมาก

ทางการเวลานั้นได้พยายามหาทางแก้ไขสถานการณ์วิกฤตการณ์ธนาคารพาณิชย์ ส่วนใหญ่บรรเทาปัญหาไปได้ระดับหนึ่งเท่านั้น หลังจากเศรษฐกิจไทยมีการเติบโตในระดับสูงต่อเนื่องหลายปี กระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทยมีความพยายามที่จะพัฒนาประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางทางการเงินของภูมิภาคโดยพยายามอย่างต่อเนื่องในเดินหน้าเปิดเสรีทางการเงิน ลดอุปสรรคและข้อกีดกันการเคลื่อนย้ายเงินทุน ลดข้อจำกัดในการชำระเงินและโอนเงินระหว่างประเทศ ผ่อนคลายกฎระเบียบว่าด้วยการปริวรรตเงินตรา ในสมัยรัฐบาลชาติชาย รัฐบาลได้ประกาศรับพันธะข้อ 8 ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ภายใต้พันธะข้อ 8 นี้ ทางการไทยสัญญาว่าจะไม่ใช้ข้อจำกัดการชำระเงินหรือการโอนเงินเพื่อธุรกิจเดินสะพัดระหว่างประเทศ ในปี พ.ศ. 2533

ปัญหาเศรษฐกิจเริ่มรุมเร้าเศรษฐกิจไทยตั้งแต่ต้นปี พ.ศ. 2539 ท่ามกลางภาวะฟองสบู่และการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ช่วงปลายปี พ.ศ. 2539 ค่าเงินบาทได้รับแรงกดดันเป็นระลอกและได้ทวีความรุนแรงตามลำดับ การส่งออกชะลอตัวลงอย่างชัดเจน ราคาอสังหาริมทรัพย์และราคาหุ้นปรับตัวลดลงและมีภาวะซบเซา ดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุลอย่างมากขณะที่ยังตรึงอัตราแลกเปลี่ยนไว้ที่ระดับเดิมซึ่งแข็งค่าเกินปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจมาก เริ่มมีการคาดการณ์ว่า ทางการน่าจะประกาศลดค่าเงินบาทในอีกไม่นานนัก การคาดการณ์ดังกล่าวส่งผลให้เกิดการเก็งกำไรค่าเงินบาท เริ่มมีการโจมตีค่าเงินบาทอย่างต่อเนื่อง

ในหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง (นายอำนวย วีรวรรณ) ลงวันที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2540 ผู้ว่าการ ธปท. (นายเริงชัย มะระกานนท์) ได้สรุปเหตุการณ์ในครึ่งหลังของปี 2539 และบรรยากาศของตลาดในช่วงนั้นไว้โดยสังเขป ดังต่อไปนี้ นับตั้งแต่ปลายปี 2539 เป็นต้นมา ค่าเงินบาทได้รับแรงกดดันเป็นระลอก และ ได้ทวีความรุนแรงขึ้นเป็นลำดับ ทั้งนี้เป็นผลสืบเนื่องมาจากภาวะเศรษฐกิจและการส่งออกของประเทศที่ชะลอตัวลงอย่างมาก ส่งผลให้ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ซบเซา ตลอดจนความห่วงใยในปัญหาความมั่นคงของระบบสถาบันการเงิน ปัจจัยเหล่านี้ได้บั่นทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติต่อเศรษฐกิจของประเทศและต่อนโยบายอัตราแลกเปลี่ยน โดยคาดว่าทางการอาจจะปรับเปลี่ยนใช้อัตราแลกเปลี่ยนเพื่อเครื่องมือในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ เช่น การลดค่าเงินบาท การคาดการณ์ดังกล่าวเป็นชนวนให้นักเก็งกำไรต่างชาติโจมตีค่าเงินบาทหลายครั้ง เพื่อสร้างแรงกดดันให้ทางการต้องลดค่าเงิน และ/หรือปรับเปลี่ยนนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนเพื่อทำกำไร /1

โปรดอ่านตอน 2 และ ตอน 3 ใน www.bangkokbiznews.com

----------

/1 คณะกรรมการศึกษาและเสนอแนะมาตรการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการระบบการเงินของประเทศ (ศปร.) “รายงานผลวิเคราะห์และวินิจฉัย ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสถานการณ์วิกฤติทางเศรษฐกิจ” 31 มีนาคม พ.ศ. 2541