ความทุกข์ยากทางเศรษฐกิจนี้มีให้เห็นโดยทั่วไปในเขตชนบทของสยาม ทองคำถูกระดมเข้ากรุงเทพฯเพื่อส่งออกไปต่างประเทศ
การลดค่าเงินบาททำให้รายได้ชาวนากระเตื้องขึ้น แต่ได้สร้างปัญหาอีกด้านหนึ่ง ค่าครองชีพปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะข้าราชการและชนชั้นกลางได้รับผลกระทบมากเป็นพิเศษ
ระบบอัตราแลกเปลี่ยนและระบบการเงินก่อนการอภิวัฒน์ 2475
มาตรฐานเหรียญทองคำ (Gold coin standard) มาตรฐานอัตราแลกเปลี่ยนและการเงินแบบนี้มีการใช้ในช่วง พ.ศ. 2364 -2457 ประเทศที่อยู่ในระบบนี้ต้องให้หน่วยเงินตราของประเทศถูกกำหนดโดยมูลค่าเทียบเท่ากับน้ำหนักโลหะทองคำจำนวนแน่นอนและมีการนำเหรียญทองคำเต็มมูลค่าออกมาปริวรรตในท้องตลาดด้วย เงินอื่นๆ ทุกชนิดต้องคิดเทียบเป็นแร่โลหะทองคำ หรือ เทียบเป็นเหรียญทองคำที่ออกใช้ดังกล่าว ประเทศไทยก็อยู่ในระบบนี้มาระยะหนึ่ง จนกระทั่งเปลี่ยนไปใช้มาตรฐานทองคำแท่ง (Gold bullion standard) ประเทศต่างๆ ได้หันกลับไปใช้มาตรฐานทองคำอีกครั้งหนึ่งหลังสงครามโลกครั้งหนึ่งยุติลง แต่แทนที่จะใช้เหรียญทองคำมาหมุนเวียนในระบบการเงินก็ใช้เป็นทองคำแท่งแทน อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นระบบที่ใช้มาตรฐานทองคำแท่งหรือมาตรฐานเหรียญทองคำล้วนใช้ทองคำเป็นเกณฑ์ในการเทียบวัดกับหน่วยเงินตราต่างๆ เหมือนกัน ในระบบนี้มีหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้
1) หน่วยเงินตราของแต่ละประเทศยังอิงกับน้ำหนักทองคำ เงินกระดาษก็สามารถไถ่ถอนเป็นทองคำได้
2) การไถ่ถอนแร่โลหะทองคำนั้นจะต้องมีปริมาณจำกัด ตลอดจนจุดมุ่งหมายของการไถ่ถอนต้องเป็นที่เห็นชอบของธนาคารกลาง
3) ธนาคารสามารถซื้อและขายทองคำไม่จำกัดจำนวนตามอัตราทางการ
4) รัฐบาลต้องปล่อยให้การส่งออกหรือการนำเข้าทองคำเป็นไปอย่างเสรี เนื่องจากระบบมาตรฐานทองคำแท่งนี้เป็นระบบที่หน่วยเศรษฐกิจจะนำธนบัตรมาไถ่ถอนเป็นแร่โลหะทองคำได้ในขอบเขตจำกัด ดังนั้น ทำให้ธนาคารที่ออกบัตรจึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องถือแร่โลหะทองคำ 100% ในการหนุนหลังธนบัตรที่ออกมาหมุนเวียนอีกต่อไป ถ้าอัตราส่วนของเงินทุนสำรองต่ำลงเท่าใด ยิ่งเป็นการเปิดโอกาสในการออกธนบัตรมาหมุนเวียนมากยิ่งขึ้น จากเหตุผลนี้ ปริมาณธนบัตรมักหมุนเวียนเกินกว่าจำนวนทองคำที่ถือสำรองไว้เสมอ
ต่อมา ระบบการเงินโลกได้เปลี่ยนเข้าสู่ระบบมาตรฐานปริวรรตทองคำ ประเทศสยามจึงได้มีเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ระบบมาตรฐานปริวรรตทองคำเช่นเดียวกัน
มาตรฐานปริวรรตทองคำ (Gold Exchange Standard)
ระบบมาตรฐานปริวรรตทองคำเกิดขึ้นและดำรงอยู่ช่วง พ.ศ. 2468 - 2475 ระบบนี้หน่วยเงินตราของประเทศใดประเทศหนึ่งมิได้อิงกับทองคำบริสุทธิ์โดยตรง แต่ผูกพันกับเงินตราของอีกประเทศหนึ่งซึ่งอยู่บนมาตรฐานทองคำ ประเทศที่อยู่บนมาตรฐานปริวรรตทองคำนี้มิได้เก็บทองคำเป็นทุนสำรองแต่อย่างใด แต่จะเก็บเงินทุนสำรองเป็นรูปเงินตราสกุลหลักที่ประเทศตัวเองอิงอยู่ เช่น รัฐบาลไทยนำเงินบาทซึ่งเป็นหน่วยเงินตราท้องถิ่นของตนไปอิงกับเงินปอนด์สเตอร์ลิง โดยที่เงินปอนด์สเตอร์ลิงอยู่บนมาตรฐานทองคำ ดังนั้น รัฐบาลไทยจะไม่อนุญาตให้ประชาชนนำเงินบาทมาแลกเป็นทองคำ แต่ให้ประชาชนนำเงินบาทมาแลกเป็นเงินปอนด์สเตอร์ลิงได้ในปริมาณจำกัด นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ทางการเงินของรัฐยังทำการซื้อและขายปอนด์สเตอร์ลิงเพื่อให้อัตราแลกเปลี่ยนระหว่างบาทกับปอนด์สเตอร์ลิงอยู่ในระดับตามที่ธนาคารกลางกำหนด
ปัญหาวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจอันนำมาสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมือง
ช่วงเวลาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2450 เป็นต้นมาจนถึงสงครามโลกครั้งที่หนึ่งเป็นห้วงเวลาของการเติบโตทางเศรษฐกิจเนื่องจากระบบการปกครองมีเสถียรภาพและไม่มีปัญหาผลกระทบจากภัยสงคราม มีการขยายตัวของการค้าระหว่างประเทศอย่างก้าวกระโดดพร้อมกับการเติบโตของกรุงเทพฯ พระคลังข้างที่มีบทบาทในการจัดการระบบการเงินการคลังของประเทศรวมทั้งการเงินของราชวงศ์ และยังเป็นแหล่งเงินทุนในการสนับสนุนการศึกษาให้กับสมาชิกราชวงศ์และลูกหลานของขุนนางชั้นสูง ต่อมาหลังปี พ.ศ. 2430 ราชสำนักได้นำเอาเงินพระคลังข้างที่ไปลงทุนในกิจการต่างๆ เช่น การรถไฟ การขนส่งทางเรือ โรงสีข้าว การขุดคลอง การพัฒนาที่ดิน ตลอดจนถึงกิจการธนาคาร เป็นต้น โดยที่กิจการบางอย่างจะร่วมทุนกับพ่อค้าสยามเชื้อสายจีนโดยเฉพาะเจ้าภาษีนายอากร ต่อมา เมื่อเศรษฐกิจกรุงเทพฯขยายตัวอย่างมากและเกิดพื้นที่เศรษฐกิจใหม่ พระคลังข้างที่จึงได้ลงทุนสร้างห้องแถวและตลาดขึ้นในพื้นที่สำคัญทางเศรษฐกิจใหม่ที่กำลังเจริญ ทำให้กิจการก่อสร้างเติบโตมากขึ้น ทางราชสำนักผ่านพระคลังข้างที่จึงได้ลงทุนก่อตั้งบริษัทปูนซิเมนต์ไทยเพื่อผลิตซิเมนต์ใช้ในการก่อสร้าง โดยลงทุนประเดิมห้าแสนบาทที่เหลือระดมทุนจากพ่อค้า ขุนนางและชาวต่างประเทศ รวมเป็นทุนเปิดบริษัทเบื้องต้น 1 ล้านบาท ราชสำนักจึงใช้พระคลังข้างที่เป็นกลไกหลักในการสะสมทุนเพื่อความมั่งคั่ง เพื่อการบริหารประเทศและรักษาพระราชอำนาจ
การขยายอำนาจทางเศรษฐกิจการเมืองของพ่อค้าระบบเจ้าภาษีนายอากรที่ก่อตัวด้วยการสนับสนุนของระบบศักดินาและราชสำนักในช่วงปลายของรัตนโกสินทร์ตอนต้นเริ่มเสื่อมถอยลง เป็นการเสื่อมถอยจากความพยายามในการลดบทบาทของกลุ่มทุนกลุ่มนี้โดยราชสำนักสยามหลังการนัดหยุดงานครั้งใหญ่ของกรรมกรสยามเชื้อสายจีนในปี พ.ศ. 2453 ราชสำนักเริ่มใช้อุดมการณ์ชาตินิยมแบบราชาชาตินิยมในการลดอิทธิพลของกลุ่มพ่อค้าเจ้าภาษีนายอากรสยามเชื้อสายจีน พ่อค้ากลุ่มนี้จึงไม่ประสบความสำเร็จทางการค้าเช่นเดิมหลายคนล้มละลาย หลายตระกูลเข้าสู่การรับราชการ แต่ภาวะดังกล่าวได้เปิดโอกาสให้กลุ่มทุนที่ไม่ได้สังกัดระบบเจ้าภาษีนายอากรเริ่มเติบโตเข้ามาแทนที่
สยามเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจตกต่ำในปี พ.ศ. 2462-2463 กิจการต่างๆ รวมทั้งกิจการที่พระคลังข้างที่ถือหุ้นอยู่ประสบการล้มละลาย การค้าข้าว ค้าดีบุก ค้าไม้ก็ประสบปัญหาการส่งออก และยังเกิดปัญหาวิกฤตการณ์ระบบอัตราแลกเปลี่ยนของโลกด้วย สยามไม่อาจหลีกหนีผลกระทบทางเศรษฐกิจหลังจากสงครามโลกครั้งที่หนึ่งไปได้ ประกอบกับมีการใช้จ่ายสร้างวังสร้างวัดวาอารามจำนวนมากทำให้เงินในท้องพระคลังลดน้อยลง
นอกจากมีปัญหาเรื่องค่าเงินบาทแล้ว ปัญหาการขาดดุลงบประมาณจำนวนมหาศาลกลายเป็นปมปัญหาทางเศรษฐกิจที่สำคัญ สิ่งนี้นำมาสู่ความขัดแย้งอย่างรุนแรงในหมู่ขุนนางชั้นสูงซึ่งส่วนใหญ่เป็นพระบรมวงศานุวงศ์ปัญหาทางเศรษฐกิจได้ขยายวงสู่ความขัดแย้งทางการเมือง อันนำมาสู่การลาออกของสมาชิกคนสำคัญในคณะเสนาบดีและอภิรัฐมนตรีในเวลาต่อมาการที่พระคลังข้างที่ร่วมลงทุนกับกลุ่มทุนตะวันตกก็ทำให้ทุนท้องถิ่นบางส่วนไม่พอใจ และกลุ่มพ่อค้านักธุรกิจเหล่าน้ำได้เข้าร่วมสนับสนุนการเคลื่อนไหวเพื่อการอภิวัฒน์ 2475 โดยหวังว่ารัฐบาลจะมีนโยบายสนับสนุนทุนท้องถิ่นมากขึ้น ปัญหาเศรษฐกิจเริ่มลุกลามเป็นความขัดแย้งในวงการเมือง
เสนาบดีที่ลาออกไปถูกสงสัยว่า เป็นผู้ให้การสนับสนุนต่อการอภิวัฒน์ 2475 อย่างลับๆ แต่ไม่มีหลักฐานชัดเจน ขณะที่ พระองค์เจ้าบวรเดชผู้ที่รัฐบาลยุคนั้นสงสัยว่าจะเป็นหัวหน้าคณะผู้ก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครอง กลับกลายเป็นหัวหน้าคณะผู้ต่อต้านการเปลี่ยนแปลงการปกครองเสียเอง แต่กระทำการไม่สำเร็จจึงกลายเป็น “กบฏบวรเดช”
คู่ความขัดแย้งสำคัญเห็นจะได้แก่ พระองค์เจ้าบวรเดช เสนาบดีกระทรวงกลาโหม กับ พระยาโกมารกุลมนตรี เสนาบดีกระทรวงการคลัง นอกจากนี้ เสนาบดีกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงคมนาคมยังมีปัญหาขัดแย้งกับกระทรวงกลาโหมหลายเรื่อง เช่น มีปัญหาเรื่องควรจะรวมหรือแยกการบินทหารและการบินพลเรือนออกจากกัน และ ใครควรจะคุมกิจการการบินของชาติงบการก่อสร้างทางการทหารจำนวนมากไม่ได้นำเสนอตามขั้นตอน สิ่งนี้นำมาสู่ความยุ่งยากในการจัดการงบประมาณ
ปัญหาความขัดแย้งได้มาถึงจุดเดือดในเดือนมิถุนายน ปี พ.ศ. 2474 หนึ่งปีก่อนการปฏิวัติ ความขัดแย้งยังคงวนเวียนเกี่ยวข้องกับการจัดการงบประมาณ เสนาบดีกระทรวงกลาโหม พระองค์เจ้าบวรเดช เสนอขอขึ้นเงินเดือนให้นายทหาร 322 นาย เสนาบดีกระทรวงการคลังแสดงจุดยืนคัดค้านในส่วนของนายทหารที่ขึ้นเงินเดือนโดยชั้นยศเท่าเดิม ซึ่งมีอยู่ 91 นายจากทั้งหมด 322 นาย
กระทรวงกลาโหมยืนยันข้อเสนอตัวเอง ทำให้กระทรวงจะทำอย่างเดียวกันบ้าง ด้วยสถานะทางการคลังเวลานั้นไม่อาจตอบสนองข้อเสนอของเหล่าเสนาบดีได้ ในที่สุดจึงมีการลงมติ ปรากฏว่า ผลออกมาให้ยกเลิกการขึ้นเงินเดือนตามข้อเสนอของ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
พระองค์เจ้าบวรเดชยื่นใบลาออกในวันที่ 3 มิถุนายน เพื่อแสดงความไม่พอใจต่อการตัดสินใจดังกล่าว และ แสดงความรับผิดชอบต่อผู้ใต้บังคับบัญชา
ต่อมา ที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจชาวต่างชาติอย่าง นายฮอล แพ๊ทช์ และเสนาบดีกระทรวงการคลังก็ลาออกและ ได้ลาออกหลังจากประสบความล้มเหลวในแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำ อย่างไรก็ตาม มาตรการของรัฐบาลใช่ว่าจะไม่เป็นผลดีต่อสถานการณ์เลย เพียงแต่ว่าผลของมันช้ากว่า ความอดทนของผู้คนทั้งหลายที่ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลง









