สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง หรือสศค. ได้ปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยปีนี้ลงเหลือ 1.4%
จากคาดการณ์เดิมเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ 2% ส่วนปี 2558 คาดว่าเศรษฐกิจไทยน่าจะเติบโตได้ประมาณ 4.1% มีช่วงคาดการณ์ระหว่าง 3.6-4.6% สาเหตุของการปรับลดคาดการณ์ปีนี้ลง ปัจจัยหลักเป็นผลจากการส่งออกที่คาดว่าจะขยายตัวได้เพียง 0.1% จากคาดการณ์เดิมที่ขยายตัวได้ 1.5% ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการที่ประเทศคู่ค้า โดยเฉพาะภูมิภาคยุโรป ฟื้นตัวเปราะบาง ประกอบกับราคาสินค้าส่งออก โดยเฉพาะสินค้าเกษตรอยู่ในระดับต่ำ ขณะที่การใช้จ่ายภาครัฐตามมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลที่คาดว่าจะกระตุ้นจีดีพีปลายปีนี้ได้ ก็มีการเบิกจ่ายได้ไม่มากนัก
ก่อนหน้านี้ไม่กี่วัน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือคสช. กล่าวว่ารัฐบาลมีความเป็นห่วงแนวโน้มเศรษฐกิจปีหน้า จากเศรษฐกิจโลกยังไม่ฟื้นตัว แต่รัฐบาลเตรียมมาตรการไว้รองรับแล้ว กระนั้นไม่ได้หมายความว่าทำ 2-3 วัน หรือปีเดียวจะสำเร็จ เช่นการสร้างความเข้มแข็งให้ภาคส่งออกของไทยที่ผ่านมาไม่มีการทำและสร้างความเข้มแข็งให้กับภาคเศรษฐกิจไทยที่ผ่านมาเป็นเรื่องของภาคเอกชนที่ทำมาตลอด ภาครัฐเป็นเพียงเข้าไปสนับสนุนบ้าง แต่วันนี้ รัฐบาลพยายามสร้างความเข้มแข็งให้เกิดขึ้น
หากพิจารณาในมุมมองเศรษฐกิจโลกนั้น ล่าสุดธนาคารกลางสหรัฐหรือเฟด เพิ่งตัดสินใจยุติมาตรการกระตุ้นเชิงปริมาณ หรือคิวอี ที่อัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจสหรัฐมานาน 6 ปีผ่านการเข้าซื้อสินทรัพย์เพื่อกระตุ้นการเติบโต โดยเฟดระบุว่าตลาดแรงงานกระเตื้องขึ้นอย่างมาก หลังจากมีการสร้างงานอย่างแข็งแกร่งเป็นเวลาหลายเดือน สภาพการณ์ดังกล่าวเป็นเรื่องสมเหตุสมผลที่จะปิดฉากคิวอี อันเป็นมาตรการที่เริ่มต้นเมื่อปี 2551 ในช่วงที่เศรษฐกิจสหรัฐเผชิญวิกฤติ
ในประเด็นอัตราดอกเบี้ยนั้น เฟดย้ำถ้อยคำเดิมว่าจะไม่ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยจากระดับ 0-0.25% หลังจากยุติคิวอีไประยะหนึ่งแล้ว ขณะเดียวกัน การยุติคิวอีนั้น ในทางเทคนิคไม่ได้หมายถึงการเข้มงวดทางการเงิน และเฟดจะยังไม่นำสินทรัพย์ที่ซื้อไป ออกขายเร็วนัก ท่าทีนี้เท่ากับว่าเฟดปรับนโยบายไปอยู่ตรงกลสง คือไม่เข้าซื้อสินทรัพย์ และก็ไม่ขายสินทรัพย์ รวมถึงไม่ลดดอกเบี้ย และก็ไม่ขึ้นอัตราดอกเบี้ย ซึ่งเฟดจะดำเนินท่าทีนี้ไปนานแค่ไหน ก็ขึ้นอยู่กับข้อมูลทางเศรษฐกิจที่จะออกมาในอนาคต โดยแถลงการณ์ของเฟดระบุว่าหากข้อมูลในอนาคตสะท้อนถึงความก้าวหน้าไปสู่เป้าหมายด้านจ้างงานและเงินเฟ้อเร็วขึ้น ก็มีแนวโน้มว่าการปรับขึ้นดอกเบี้ยจะเร็วกว่าที่คาดไว้
การที่เศรษฐกิจสหรัฐมีแนวโน้มขยายตัวดีขึ้นจนไม่ต้องอาศัยมาตรการกระตุ้น ถือเป็นเรื่องดี แต่ในอีกด้านหนึ่งก็ต้องระวังผลกระทบเช่นกัน เหมือนที่ธนาคารกลางฟิลิปปินส์ระบุว่าจะคอยจับตาตลาดอัตราแลกเปลี่ยนเพื่อไม่ให้มีการเคลื่อนไหวผิดปกติ เพราะการที่เฟดระบุว่าจะตรึงดอกเบี้ยไปอีกระยะหนึ่ง อาจทำให้นักลงทุนมีท่าทีระมัดระวังและอาจทำให้ตลาดผันผวนในระดับหนึ่งก่อนที่ทิศทางจะกระจ่างชัด ขณะที่ในส่วนของไทยนั้น ในท่ามกลางที่ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลก ก็ย่อมต้องจับตาและจัดทำมาตรการพยุงรวมถึงปรับปรุงในด้านต่างๆ เพื่อบรรเทาผลกระทบและเพิ่มความเข้มแข็งแก่ตัวเองให้มากที่สุด









