สภาปฏิรูปรวมทั้งส่วนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องจำต้องฟังเสียงประชาชนให้มากที่สุด
สมาชิกสภาปฏิรูปถือกำเนิดขึ้นตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ.2557 เรียบร้อยแล้ว จะต้องทำหน้าที่ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ นั่นคือ จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับถาวรให้เป็นรัฐธรรมนูญที่ปฏิรูปโครงสร้างต่างๆ เพื่อแก้ไขปัญหาของประเทศชาติ การจัดทำรัฐธรรมนูญนั้นเกี่ยวข้องกับคนทั้งประเทศ ดังนั้น สภาปฏิรูปรวมทั้งส่วนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องจำต้องฟังเสียงประชาชนให้มากที่สุด จะว่าไปแล้ว สภาปฏิรูปต้องปฏิรูปการจัดทำรัฐธรรมนูญก่อน นั่นคือ ต้องฟังเสียงประชาชนที่ได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องการปฏิรูปแล้วนำไปพิจารณาในการจัดทำรัฐธรรมนูญเพื่อการปฏิรูป ไม่ใช่จัดทำกันในหมู่คนที่ได้รับแต่งตั้งมาเหมือนเมื่อก่อน
ในฐานะที่ผู้เขียนก็เป็นประชาชนคนหนึ่ง มีสิทธิมีเสียงในฐานะเป็นหุ้นส่วนของประเทศหนึ่งหุ้นเท่ากับคนอื่นๆ ดังนั้น จึงขอใช้สิทธิเสนอข้อข้อเสนอเพื่อการปฏิรูป ขอเรียกว่า “ข้อเสนอปฏิรูปการเลือกตั้งฉบับมโน” เพราะผู้เขียนไม่มีหลักวิชาการหรือทฤษฎีการเมืองการปกครองใดมาสนับสนุน แต่เกิดจากการคิดเอาหรือจะเรียกตามศัพท์ในโซเชียลมีเดียว่า “มโน” ข้อเสนอการปฏิรูปการเลือกตั้งฉบับนี้จึงเป็นฉบับมโน โดยอาศัยสิ่งที่เห็นและเป็นอยู่ในสังคมไทยเป็นฐาน ซึ่งโอกาสที่ข้อเสนอนี้จะได้รับการพิจารณาจากผู้เกี่ยวข้องมีความเป็นไปได้ต่ำกว่าศูนย์ แต่ก็อยากจะขอเสนอไว้ เพราะเชื่อว่า น่าจะมีคนมโนตรงกันหรือใกล้เคียงกับผู้เขียนเป็นจำนวนไม่น้อย
สิ่งที่เห็นและเป็นอยู่ในสังคมไทยที่ผมใช้เป็นฐานในการมโนข้อเสนอเพื่อปฏิรูปการเลือกตั้งฉบับมโนก็คือ ระบอบประชาธิปไตยที่มีการเลือกตั้งเป็นแกนกลางอันเป็นระบบที่โลกให้การยอมรับว่าดีที่สุดในปัจจุบันนี้ ในสังคมไทยยังมีปัญหาอยู่มาก แม้จะผ่านมากว่า 80 ปีแล้วแต่ก็ยังดูเหมือนว่าเพิ่งกำลังตั้งไข่ล้มต้มไข่กินอยู่ คือเต็มไปด้วยการซื้อสิทธิขายเสียง ทำให้เกิดการฉ้อฉล ตามมาด้วยการใช้อำนาจอย่างผิดๆ ของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งจนเกิดความขัดแย้ง จากนั้นก็แก้ไขปัญหาด้วยการรัฐประหาร วนเวียนแบบนี้ไม่รู้จบ
เมื่อเป็นเช่นนี้ผู้เขียนจึงพยายามมโนถึงหนทางในการแก้ไขปัญหาการซื้อสิทธิขายเสียง อันเป็นสมมติฐานที่ได้รับการยอมรับกันโดยทั่วไปว่าเป็นเหตุแห่งหายนะของระบอบประชาธิปไตยไทย ผลจากการมโนของผู้เขียนก็ได้หนทางในการแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ นั่นคือ ต้องปฏิรูประบบการเลือกตั้งจากที่เคยเป็นมา ให้เป็นไปดังนี้
1. การเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีโดยตรง วิธีนี้มีคนเคยเสนอความคิดมาก่อนแล้ว ผู้เขียนขอเสนออีกครั้งหนึ่ง โดยให้กำหนดเขตเลือกตั้งเขตเดียวทั้งประเทศ ผู้สมัครสังกัดพรรคการเมืองหรือไม่ก็ได้
2. การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา ให้กำหนดเป็นเขตเดียวทั้งจังหวัด
3. การเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด ให้กำหนดเป็นเขตเลือกตั้งเดียวทั้งจังหวัด
4. การเลือกตั้งสมาชิกสภาจังหวัด ให้กำหนดเป็นเขตเลือกตั้งเดียวทั้งจังหวัด
5. การเลือกตั้งนายอำเภอ ให้กำหนดเป็นเขตเลือกตั้งเดียวกันทั้งอำเภอ
6. การเลือกตั้งสมาชิกสภาอำเภอ ให้กำหนดเป็นเขตเลือกตั้งเดียวกันทั้งอำเภอ
7. การเลือกตั้งระดับตำบลและหมู่บ้านก็กำหนดให้เป็นแนวเดียวกันกับ 3-6
8. ยุบองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น คือ องค์การบริหารส่วนจังหวัด องค์การบริหารส่วนตำบล และเทศบาล ที่มีอยู่ในปัจจุบัน เปลี่ยนไปใช้ระบบใหม่ ตาม 3-7
9. กระทรวงมหาดไทยทำหน้าที่เป็นผู้สนับสนุนและช่วยเหลือการทำงานตาม 3-7
10. ผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอที่เป็นราชการซึ่งกระทรวงมหาดไทยแต่งตั้งก็ยุบเลิกไป ให้ใช้การเลือกตั้งแทนข้าราชการประตำแหน่งสูงสุดในจังหวัดก็คือ ปลัดจังหวัด อำเภอคือปลัดอำเภอ ตำบลคือปลัดตำบล (แทนปลัด อบต.) ในระดับหมู่บ้านอาจไม่มีก็ได้
เมื่อเปลี่ยนมาใช้ระบบการเลือกตั้งดังที่เสนอมานี้ ผู้เขียนก็มโนต่อไปว่า การซื้อสิทธิขายเสียงอันเป็นมูลเหตุแห่งปัญหาก็จะหมดไป หรืออย่างน้อยก็ค่อยๆ ลดความเข้มข้นลง เนื่องจากว่า การซื้อเสียงในขอบเขตทั่วประเทศนั้น ต้องใช้เงินจำนวนมหาศาล ผู้ที่คิดจะได้อำนาจรัฐเพื่อใช้ตักตวงผลประโยชน์ให้ตนและคณะผ่านการเป็นนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี นั้นก็ต้องคิดหนักมากขึ้น ว่าจะทำได้ คุ้มทุน หรือไม่ เพราะถึงแม้จะสามารถครอบครองตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้ แต่ก็ต้องอยู่ภายใต้การตรวจสอบของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งหากจะใช้เงินซื้อเสียงเพื่อให้ได้มาซึ่งเสียงในทั้งสองสภาจนมากพอก็ต้องใช้เงินอีกไม่น้อยกว่าตำแหน่งนายกรัฐมนตรี สำหรับในระดับจังหวัด อำเภอ ตำบล หมู่บ้าน ก็เป็นไปในแนวทางเดียวกันนี้
เมื่อเป็นดังนี้ผมก็มโนต่อไปว่า นักการเมืองก็จะซื้อเสียงน้อยลงเพราะไม่สามารถซื้อเสียงคนทั้งประเทศ ทั้งจังหวัด อำเภอ ตำบล หมู่บ้านได้ คนมีสิทธิออกเสียงก็ขายเสียงไม่ได้ เมื่อคนซื้อไม่สามารถก็ย่อมหาวิธีอื่นแทน นั่นคือ การเสนอนโยบายการทำงานเพื่อให้ผู้มีสิทธิออกเสียงพิจารณาเพื่อลงคะแนนเสียงให้ ผู้มีสิทธิออกเสียงก็จะเลือกด้วยการพิจารณานโยบายของผู้สมัคร เมื่อเป็นดังนี้ ทั้งสองฝ่ายก็จะพัฒนาตนเองขึ้นโดยปริยาย การเมืองไทยก็จะพัฒนาขึ้นตามคุณภาพของผู้เสนอตัวให้คนเลือกและผู้ออกเสียงเลือกตั้ง
ผมยังมโนต่อไปอีกว่า เมื่อการซื้อสิทธิขายเสียงน้อยลง คนดีๆ ที่มีความรู้ความสามารถแต่ขาดเงินถุงเงินถังเงินเป็นรถสิบล้อก็จะเข้าสู่การเมืองมากขึ้น ข้ออ้างหรือสมมติฐานเรื่องการซื้อสิทธิขายเสียงทำให้ประชาธิปไตยไทยล้มเหลวก็จะหมดไป ทหารก็จะได้กลับเข้ากรมกองอย่างถาวร ทำตัวเป็นทหารอาชีพเหมือนอารยประเทศโดยไม่วอกแวกอีก
นี่คือข้อเสนอสำหรับปฏิรูปประเทศฉบับมโนโกศลซึ่งเชื่อว่ามีความเป็นไปได้น้อยที่สุด แต่ก็เสนอไว้ให้ท่านทั้งหลาย (ประชาชนไทย) พิจารณาร่วมกัน จะนำไปต่อยอดใช้ประโยชน์อย่างไรก็สุดแท้แต่ท่านเทอญ









