ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ เจ้าของทฤษฎี สองนคราประชาธิปไตย ที่สรุปว่า
“คนต่างจังหวัดตั้งรัฐบาล คนกรุงเทพฯล้มรัฐบาล” บอกวันก่อนว่าสภาปฏิรูปแห่งชาติ หรือ สปช. “ไม่ใช่ผู้วิเศษ”
ท่านให้สัมภาษณ์ “ไทยโพสต์” ว่า
“สปช.กับคสช. ไม่ควรเป็นปรปักษ์ต่อกัน แต่สปช.ก็ต้องไม่ทำตัวเป็นลูกไล่ คสช. สปช.ไม่ใช่ผู้วิเศษ”
น่าสนใจว่าก่อน สปช.จะประชุม ก็มี “พิมพ์เขียวปฏิรูป” จากคณะทำงานเตรียมการปฏิรูปเพื่อคืนความสุขให้คนในชาติของสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม แจกให้สมาชิก สปช. ที่มีเนื้อหาชวนให้เกิดการถกแถลงอย่างกว้างขวาง
นายกฯประยุทธ์ จันทร์โอชาในฐานะเป็นหัวหน้า คสช. ด้วยยืนยันว่าจะไม่มีการ “ชี้นำ” สมาชิก สปช. ในการแสวงหาทางปฏิรูปประเทศใน 11 ด้าน หมายความว่าจะมีการแลกเปลี่ยนความเห็นอย่างเสรีเพื่อหาข้อสรุปที่จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติได้
และในเมื่อมีผู้สมัครและถูกเสนอชื่อมาถึง 7,000 กว่าคน แต่ที่ได้รับคัดสรรเป็น สปช. จริง ๆ เพียง 250 คน นายกฯบอกว่าจะจัดให้มีเวทีอีก 4-5 เวทีเพื่อให้ท่านผู้รู้ทั้งหลายได้มีโอกาสแสดงความเห็น เพื่อร่วมกันหาสูตรปฏิรูปที่สะท้อนถึงความคิดเห็นในวงกว้าง ที่ควรจะเป็นความต้องการของประชาชนส่วนใหญ่ให้ได้
“พิมพ์เขียว” ของ คสช.ที่รวบรวมแนวคิดเรื่องการเลือกนายกฯ, สภา, และรูปแบบการปกครองนั้น น่าสนใจตรงที่ว่าเสนอ “ทางเลือก” ไว้หลายสูตร
ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบรัฐสภาแบบเลือกตั้งนายกฯโดยตรง หรือการเลือกตั้งนายกฯทางอ้อม
สูตรที่นำเสนอมีรัฐสภา 3 แบบ คือแบบที่หนึ่งมีสภาเดี่ยว คือมีเฉพาะสภาผู้แทนราษฎร แบบที่สองมีสภาคู่ ซึ่งมีสองแบบคือ แบบ สภา ส.ส. ส.ว. และแบบสภาผู้แทนราษฎรกับสภาประชาชน ที่มาจากกลุ่มวิชาชีพ กลุ่มจังหวัด กลุ่มข้าราชการ และแบบที่สามมีสามสภาคือ สภาผู้แทนราษฎร, วุฒิสภา, และสภาประชาชน
ด้านการปกครองท้องถิ่น มีการเสนอให้เลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดทางตรง ภายใต้แนวคิดแบบจังหวัดจัดการตนเอง เริ่มต้นจากจังหวัดที่ประชาชนและชุมชนท้องถิ่นมีความพร้อมก่อน
ความจริง ประเทศไทยผ่านการทดลองเกือบทุกสูตรมาแล้ว และลงท้ายทุกสูตรที่ใช้ในประเทศอื่นก็ล้มเหลวในประเทศไทย
เพราะพฤติกรรมและวิธีคิดแบบ “ศรีธนญชัย” ที่เป็นปฏิปักษ์ต่อการสร้างระบอบประชาธิปไตยที่มีความรับผิดชอบร่วมกัน
คิดอย่างศรีธนญชัยแปลว่าไม่ว่ากฎกติกามารยาทจะเขียนเอาไว้ดีอย่างไร เพื่อสาธารณประโยชน์เพียงใด แต่เมื่อกลุ่มใดขึ้นมามีอำนาจ ก็ตีความเข้าข้างตนเอง หรือไม่ก็บิดเบือนให้ตนหรือกลุ่มตนได้ประโยชน์ จนกลายเป็นความขัดแย้งอย่างกว้างขวาง และนำมาสู่สภาปฏิรูปอย่างที่เห็นกัน
แน่นอนว่าการกลับไปสู่ระบอบประชาธิปไตยย่อมหมายถึง การจะต้องมีการเลือกตั้งในระดับต่าง ๆ และก็ต้องยอมรับต่อด้วยการเลือกตั้งนั้นไม่ว่าจะเขียนกติกาไว้รัดกุมเพียงใด ก็จะมีช่องโหว่และโอกาสที่คนใช้อำนาจเงินและอิทธิพลรวมถึงกลเม็ดฉ้อฉลต่าง ๆ ในการสร้างความได้เปรียบให้กับตนและกลุ่มตนจนกลายเป็น “ทรราชเสียงข้างมาก” อย่างที่เกิดขึ้นมาแล้ว
จึงจำเป็นที่จะต้อง “ถ่วงดุลอำนาจ” อย่างถูกต้องเหมาะสม โดยให้เสียงประชาชนและชุมชนทั่วประเทศมีสิทธิมีเสียง ให้เกิด participatory democracy มากกว่าเพียงแค่ “ประชาธิปไตยเสียงข้างมาก” ที่คนมีเสียง 51% สามารถโกงต่อหน้าต่อตาคน 49% ได้เพียงเพราะกติกาเขียนไว้อย่างนั้น
ผมเดินทางตั้งวงเสวนาไปหลายจังหวัด ถกกันเรื่องนโยบายข้าว, ต่อต้านคอร์รัปชัน, ความเหลื่อมล้ำในสังคม, บูรณาการการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและประเด็นปฏิรูปอื่น ๆ ได้ข้อสรุปว่า ชุมชนท้องถิ่นมีความแข็งแกร่งและมีความพร้อมที่จะเป็นส่วนสำคัญของกระบวนการประชาธิปไตย เพียงแต่ขอให้มีกฎเกณฑ์กติกาชัดเจนว่า เสียงของพวกเขาจะมีน้ำหนักและมีผลต่อการวางนโยบายระดับชาติ
คำว่า “สภาประชาชน” จะมีความหมายเมื่อเป็นตัวแทนของ “ชุมชนท้องถิ่น” ที่ทุกวันนี้พร้อมจะลุกขึ้นมาทวงคืนอำนาจที่แท้จริง และสามารถถ่วงดุลกับกลุ่มการเมืองและนักเลือกตั้งรวมไปถึงข้าราชการที่เคยเป็นผู้กำหนดชะตากรรมของคนทั้งประเทศ
ขอยืนยันอีกครั้งว่า “การเมือง” ของชาติบ้านเมืองมีความสำคัญเกินกว่าที่เราจะปล่อยให้เป็นเรื่องของ “นักการเมือง” เท่านั้น








