วันอาทิตย์ ที่ 18 ตุลาคม 2569

Login
Login

สภาประชาชนต้องถ่วงดุล อำนาจนักเลือกตั้ง

ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ เจ้าของทฤษฎี “สองนคราประชาธิปไตย” ที่สรุปว่า

“คนต่างจังหวัดตั้งรัฐบาล คนกรุงเทพฯล้มรัฐบาล” บอกวันก่อนว่าสภาปฏิรูปแห่งชาติ หรือ สปช. “ไม่ใช่ผู้วิเศษ”

ท่านให้สัมภาษณ์ “ไทยโพสต์” ว่า

“สปช.กับคสช. ไม่ควรเป็นปรปักษ์ต่อกัน แต่สปช.ก็ต้องไม่ทำตัวเป็นลูกไล่ คสช. สปช.ไม่ใช่ผู้วิเศษ”

น่าสนใจว่าก่อน สปช.จะประชุม ก็มี “พิมพ์เขียวปฏิรูป” จากคณะทำงานเตรียมการปฏิรูปเพื่อคืนความสุขให้คนในชาติของสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม แจกให้สมาชิก สปช. ที่มีเนื้อหาชวนให้เกิดการถกแถลงอย่างกว้างขวาง

นายกฯประยุทธ์ จันทร์โอชาในฐานะเป็นหัวหน้า คสช. ด้วยยืนยันว่าจะไม่มีการ “ชี้นำ” สมาชิก สปช. ในการแสวงหาทางปฏิรูปประเทศใน 11 ด้าน หมายความว่าจะมีการแลกเปลี่ยนความเห็นอย่างเสรีเพื่อหาข้อสรุปที่จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติได้

และในเมื่อมีผู้สมัครและถูกเสนอชื่อมาถึง 7,000 กว่าคน แต่ที่ได้รับคัดสรรเป็น สปช. จริง ๆ เพียง 250 คน นายกฯบอกว่าจะจัดให้มีเวทีอีก 4-5 เวทีเพื่อให้ท่านผู้รู้ทั้งหลายได้มีโอกาสแสดงความเห็น เพื่อร่วมกันหาสูตรปฏิรูปที่สะท้อนถึงความคิดเห็นในวงกว้าง ที่ควรจะเป็นความต้องการของประชาชนส่วนใหญ่ให้ได้

“พิมพ์เขียว” ของ คสช.ที่รวบรวมแนวคิดเรื่องการเลือกนายกฯ, สภา, และรูปแบบการปกครองนั้น น่าสนใจตรงที่ว่าเสนอ “ทางเลือก” ไว้หลายสูตร

ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบรัฐสภาแบบเลือกตั้งนายกฯโดยตรง หรือการเลือกตั้งนายกฯทางอ้อม

สูตรที่นำเสนอมีรัฐสภา 3 แบบ คือแบบที่หนึ่งมีสภาเดี่ยว คือมีเฉพาะสภาผู้แทนราษฎร แบบที่สองมีสภาคู่ ซึ่งมีสองแบบคือ แบบ สภา ส.ส. ส.ว. และแบบสภาผู้แทนราษฎรกับสภาประชาชน ที่มาจากกลุ่มวิชาชีพ กลุ่มจังหวัด กลุ่มข้าราชการ และแบบที่สามมีสามสภาคือ สภาผู้แทนราษฎร, วุฒิสภา, และสภาประชาชน

ด้านการปกครองท้องถิ่น มีการเสนอให้เลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดทางตรง ภายใต้แนวคิดแบบจังหวัดจัดการตนเอง เริ่มต้นจากจังหวัดที่ประชาชนและชุมชนท้องถิ่นมีความพร้อมก่อน

ความจริง ประเทศไทยผ่านการทดลองเกือบทุกสูตรมาแล้ว และลงท้ายทุกสูตรที่ใช้ในประเทศอื่นก็ล้มเหลวในประเทศไทย

เพราะพฤติกรรมและวิธีคิดแบบ “ศรีธนญชัย” ที่เป็นปฏิปักษ์ต่อการสร้างระบอบประชาธิปไตยที่มีความรับผิดชอบร่วมกัน

คิดอย่างศรีธนญชัยแปลว่าไม่ว่ากฎกติกามารยาทจะเขียนเอาไว้ดีอย่างไร เพื่อสาธารณประโยชน์เพียงใด แต่เมื่อกลุ่มใดขึ้นมามีอำนาจ ก็ตีความเข้าข้างตนเอง หรือไม่ก็บิดเบือนให้ตนหรือกลุ่มตนได้ประโยชน์ จนกลายเป็นความขัดแย้งอย่างกว้างขวาง และนำมาสู่สภาปฏิรูปอย่างที่เห็นกัน

แน่นอนว่าการกลับไปสู่ระบอบประชาธิปไตยย่อมหมายถึง การจะต้องมีการเลือกตั้งในระดับต่าง ๆ และก็ต้องยอมรับต่อด้วยการเลือกตั้งนั้นไม่ว่าจะเขียนกติกาไว้รัดกุมเพียงใด ก็จะมีช่องโหว่และโอกาสที่คนใช้อำนาจเงินและอิทธิพลรวมถึงกลเม็ดฉ้อฉลต่าง ๆ ในการสร้างความได้เปรียบให้กับตนและกลุ่มตนจนกลายเป็น “ทรราชเสียงข้างมาก” อย่างที่เกิดขึ้นมาแล้ว

จึงจำเป็นที่จะต้อง “ถ่วงดุลอำนาจ” อย่างถูกต้องเหมาะสม โดยให้เสียงประชาชนและชุมชนทั่วประเทศมีสิทธิมีเสียง ให้เกิด participatory democracy มากกว่าเพียงแค่ “ประชาธิปไตยเสียงข้างมาก” ที่คนมีเสียง 51% สามารถโกงต่อหน้าต่อตาคน 49% ได้เพียงเพราะกติกาเขียนไว้อย่างนั้น

ผมเดินทางตั้งวงเสวนาไปหลายจังหวัด ถกกันเรื่องนโยบายข้าว, ต่อต้านคอร์รัปชัน, ความเหลื่อมล้ำในสังคม, บูรณาการการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและประเด็นปฏิรูปอื่น ๆ ได้ข้อสรุปว่า ชุมชนท้องถิ่นมีความแข็งแกร่งและมีความพร้อมที่จะเป็นส่วนสำคัญของกระบวนการประชาธิปไตย เพียงแต่ขอให้มีกฎเกณฑ์กติกาชัดเจนว่า เสียงของพวกเขาจะมีน้ำหนักและมีผลต่อการวางนโยบายระดับชาติ

คำว่า “สภาประชาชน” จะมีความหมายเมื่อเป็นตัวแทนของ “ชุมชนท้องถิ่น” ที่ทุกวันนี้พร้อมจะลุกขึ้นมาทวงคืนอำนาจที่แท้จริง และสามารถถ่วงดุลกับกลุ่มการเมืองและนักเลือกตั้งรวมไปถึงข้าราชการที่เคยเป็นผู้กำหนดชะตากรรมของคนทั้งประเทศ

ขอยืนยันอีกครั้งว่า “การเมือง” ของชาติบ้านเมืองมีความสำคัญเกินกว่าที่เราจะปล่อยให้เป็นเรื่องของ “นักการเมือง” เท่านั้น