วันอาทิตย์ ที่ 18 ตุลาคม 2569

Login
Login

ลูกผมชื่อ....มาลาล่า

ชายฉกรรจ์สองคน ส่ายปืนไปมา พร้อมตะโกนถามเด็กหญิง 5-6 คนที่นั่งอยู่บนรถบัสโรงเรียนว่า “คนไหนคือมาลาล่า?”

หลังจากนั้นเพียงไม่กี่วินาที เสียงปืน 3 นัด ก็ดังกึกก้อง กระสุนจากปลายปืนของชายหฤโหด ยิงจากมุมสูง พุ่งเข้าสู่หน้าผากด้านซ้ายของเด็กหญิงมาลาล่า ถากลงใบหู ลงไปถึงไหล่ซ้าย เธอสมองบวม อาการโคม่า

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อเดือนตุลาคม 2555 เด็กหญิงมาลาล่า อายุเพียง 15 ปี ความผิดที่เธอถูกยิงเผาขน ก็เพราะเธอไปเรียนหนังสือและเรียกร้องสิทธินั้น ให้แก่เด็กหญิงทุกคน มันเป็นการฝืนกฎของนักรบตาลิบัน ที่สั่งว่าเด็กหญิงทุกคน ต้องไม่เรียนหนังสือ เธอเรียกร้องสิทธิขั้นพื้นฐาน แต่ตาลิบันสนองตอบอย่างเหี้ยมโหด โชคดีที่ขณะนั้น แพทย์ผู้เชี่ยวชาญชาวอังกฤษกำลังเยือนปากีสถานอยู่พอดี คุณหมอรีบรุดไปดูแล และส่งเธอขึ้นเครื่องบินไปรักษาที่อังกฤษ และหมอช่วยประคองชีวิตเธอไว้ตลอดการเดินทาง 8 ชั่วโมง

ก่อนถูกยิงอย่างเหี้ยมโหด มาลาล่า เรียกร้องสิทธิการศึกษาของเด็กผู้หญิง และชื่อเสียงของเธอเป็นที่รู้จักระดับนานาชาติ แต่กระสุนจากชายตาลิบัน ทำให้เธอโด่งดังยิ่งขึ้น หลังจากรอดชีวิตอย่างน่าอัศจรรย์ พระราชินีแห่งอังกฤษ และ บารัค โอบาม่า ฯลฯ ได้เชิญให้เธอเข้าพบ และ แองเจลิน่า โจลี่ ประกาศยกย่อง ก่อนมอบเงินสนับสนุนก้อนใหญ่ให้แก่กองทุนของมาลาล่า ส่วนเดวิด เบคแฮม ก็เป็นผู้มอบรางวัล “ความภาคภูมิใจของอังกฤษ” ให้แก่เธอ

อีกหนึ่งปีผ่านไป เดือนตุลาคม 2556 มาลาล่า ให้สัมภาษณ์ซีเอ็นเอ็น ด้วยใบหน้าอันสดใส แววตาเป็นประกายแห่งความหวัง ทุกถ้อยคำที่เธอพูด คมคายเกินกว่าใครจะคาดคิดได้ว่าออกมาจากปากและความคิดของเด็กหญิงวัยเพียง 16 ปีเท่านั้น “แม้พวกเขาจะยิงร่างกายของฉัน... แต่เขาไม่มีทางที่จะยิงความฝันของฉันได้” คำกล่าวของเธอ เรียกเสียงปรบมือเกรียวกราวจากผู้ชม

สัปดาห์ที่แล้ว มาลาล่า คือเด็กหญิงอายุ 17 ปี เจ้าของ “รางวัลโนเบล” ที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ เด็กน้อยผู้กล้าหาญ มุ่งมั่น และฝันที่จะเปลี่ยนโลกด้วยการศึกษาคนนี้ โด่งดังและมีคนกล่าวถึงอย่างมากมาย แต่ผมคิดว่าบุคคลสำคัญอีกคนหนึ่งที่หลายคนยังไม่รู้จัก ก็คือบุคคลผู้อยู่เบื้องหลังความแกร่งกล้าของเธอ บุคคลผู้ประกาศว่า “ลูกผมชื่อ... มาลาล่า”

เซียอุ๊ดดิน ยุสซาฟไซ เป็นนักการศึกษาหัวปฏิรูปชาวปากีสถาน ผู้ไม่ยอมจำนนต่อกฎกติกาที่ล้าสมัยของสังคมรวมทั้งอำนาจและการข่มขู่ของนักรบตาลีบัน เขาเป็นผู้บริหารโรงเรียนแห่งหนึ่ง เขาส่งเสริมให้ลูกสาวของเขาและเด็กหญิงทุกคนได้เข้าเรียนหนังสือ

เซียอุ๊ดดิน ขึ้นเวทีที่แคนาดา เมื่อเดือนมีนาคม 2557 และเล่าว่าในสังคมของเขานั้น ถ้าครอบครัวใดมีลูกสาว จะกลายเป็นปัญหาใหญ่หลวง เพราะ “เด็กผู้หญิงไม่เป็นที่ต้องการของพ่อแม่ เมื่อเกิดมาพ่อแม่ก็ไม่รู้สึกยินดี ถ้าลูกคนแรกเป็นหญิง แม่จะรู้สึกเศร้าใจมาก ถ้าลูกคนที่สองก็เป็นหญิง แม่จะรู้สึกช็อก และถ้าลูกคนที่สามเป็นเด็กหญิงอีก คราวนี้แม่จะรู้สึกเหมือนเป็นอาชญากร”

เขากล่าวว่า “เด็กหญิงวัย 5 ขวบ แทนที่จะได้ไปโรงเรียนเหมือนเด็กชาย แต่เธอกลับไม่ได้รับสิทธินั้น และเมื่ออายุ 13 ปี ก้าวเข้าสู่วัยรุ่น เธอจะออกจากบ้านไปไหนด้วยตนเองไม่ได้เลย ถ้าหากไม่มีผู้ชายไปเป็นเพื่อนด้วย ไม่น่าเชื่อว่าในวัยที่เธอกำลังสดใสและควรเห็นโลกเห็นชีวิต เธอกลับถูกกักตัวให้อยู่ภายในผนังกำแพงบ้าน เท่านั้น”

แต่มาลาล่าไม่เป็นเช่นนั้น เพราะมาลาล่าเริ่มรณรงค์เรียกร้องสิทธิทางการศึกษาของเด็กหญิง ตั้งแต่เธออายุเพียง 10 ขวบ และเธอก็โดดเด่นขึ้นเรื่อยๆ แน่นอน พ่อของเธอ เซียอุ๊ดดิน คือบุคคลสำคัญที่อยู่เบื้องหลัง

เขาเป็นพ่อนักปฏิรูป เขามีความคิดก้าวหน้า พูดภาษาอังกฤษได้อย่างคล่องแคล่วและเป็นนักพูดที่เต็มไปด้วยเนื้อหาสาระ มีลีลาและจังหวะที่สามารถสะกดผู้ฟังได้ เขาส่งเสริมให้มาลาล่าแสดงออกในความคิดที่ทันสมัย แม้จะเสี่ยงภัยต่อลูกสาวและครอบครัวของตนเองก็ตาม ส่วนแม่ของมาลาล่านั้น เธอก็ไม่เคยได้รับโอกาสเรียนหนังสือ เธอเป็นผลพวงของสังคมที่ผู้หญิงถูกปิดกั้น เช่นหญิงทั่วไป

แนวปฏิบัติของ “ผู้หญิงที่ดี” ในสังคมเช่นนั้น เธอจะต้องเงียบและเรียบร้อย เธอจะต้องเชื่อฟังผู้ที่สูงวัยกว่า ไม่ว่าเธอจะชอบหรือไม่ชอบก็ตาม เซียอุ๊ดดินบอกว่าสังคมจะต้องเปลี่ยนแปลงสิ่งเหล่านี้ให้ได้ เขาจึงสนับสนุนให้มาลาล่าออกมาเรียกร้องสิทธิ

ผมขอยืนยันว่า ถ้าท่านได้ฟังมาลาล่า ให้สัมภาษณ์ซีเอ็นเอ็น เมื่อเดือนตุลาคม 2555 ท่านจะถูกสะกดด้วยมนต์ขลังแห่งความคิด ภาษา ความกล้า และเนื้อหาของเด็กหญิงซึ่งวันนั้น อยู่ในวัยเพียง 16 ปี และผมขอยืนยันเช่นกันว่า ถ้าท่านได้ฟังเซียอุ๊ดดินพูดเมื่อเดือนมีนาคม 2557 ท่านก็จะถูกสะกด ด้วยมนต์ขลังแห่งความคิด ความกล้า ภาษา และเนื้อหาของ “พ่อผู้น่ายกย่อง” เช่นกัน

เซียอุ๊ดดิน บอกว่าในปากีสถานนั้น เคยมีนักต่อสู้เพื่ออิสรภาพที่มีชื่อเสียงคนหนึ่ง ซึ่งมีชื่อว่า “มาลาล่า” เขาคิดอยู่ในใจเสมอว่า ถ้าหากเขาได้ลูกสาวก็จะตั้งชื่อนี้เช่นกัน ดังนั้นเมื่อลูกสาวของเขาลืมตาดูโลก เขาเห็นดวงตาที่เป็นประกาย และตั้งชื่อเธอว่า “มาลาล่า” ทันที (เรื่องนี้ ทำให้ผมอดนึกถึงผู้หญิงอีกคนหนึ่งไม่ได้ เธอคือ มาติน่า ฮิงกิส อดีตมือหนึ่งเทนนิสโลก ที่พ่อแม่ของเธอก็ได้ชื่อมาจาก มาติน่า นาฟราติโลว่า สุดยอดนักเทนนิส เช่นกัน)

ในฐานะครูและผู้บริหารโรงเรียน เขารับมาลาล่าและเด็กหญิงคนอื่นๆ ให้เข้าเรียนตอนอายุ 5 ขวบ และสอนเด็กหญิงให้เลิกคิดในกรอบความเชื่อเดิมๆที่จะต้องเงียบเชียบเรียบร้อยและเชื่อฟัง เขาสอนเด็กชายให้เลิกความคิดแบบเดิมๆ เช่นกัน รวมทั้งพยายามให้ผู้หญิง มี “พื้นที่” ในสังคมมากขึ้น

บทบาทและความคิดของเซียอุ๊ดดิน จึงทำให้โลกได้รู้จักกับ มาลาล่า เด็กหญิงมหัศจรรย์คนนี้ เขาบอกว่า เขาตอบไม่ได้ ว่าเขา “ทำอะไรให้แก่มาลาล่า” บ้าง เธอจึงกล้าแกร่งเช่นนี้ แต่เขาตอบได้ ว่า เขา “ไม่ได้ทำอะไร” ให้แก่มาลาล่า


เซียอุ๊ดดิน เว้นช่วงนิดหนึ่ง ก่อนที่จะกล่าวว่าสิ่งที่เขา “ไม่ได้ทำ” ก็คือ…. “I didn’t clip her wings”….เขาไม่ได้เล็มปีกของเธอ ปล่อยให้เธอบินสูงได้ ตามที่เธอฝัน...


อยากเห็นเด็กไทย มีพ่อแบบนี้เยอะ จัง