พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุว่ารัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)
พยายามใช้อำนาจที่มีอยู่อย่างสร้างสรรค์ และระมัดระวังอย่างที่สุดเพื่อไม่ให้เกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชน ซึ่งการขอจัดการเสวนาทางวิชาการ ลักษณะที่มีการรวมกลุ่มคนจำนวนมาก ที่มีการเสนอขออนุญาตมา 2 ทาง คือเสนอที่คสช.และนายกรัฐมนตรี ทั้งนี้ เพื่อช่วยกันสร้างบรรยากาศการปรองดองที่จะมีการปฏิรูปบ้านเมือง และหากสุ่มเสี่ยงทำให้สถานการณ์ดูไม่ดี ขอให้ทุกฝ่ายระงับยับยั้งเอาไว้ก่อน
ท่าทีของรัฐบาลและคสช. ต่อกรณีการแสดงความคิดเห็นหรือการจัดสัมมนาทางวิชาการนั้น ถือว่ามีการผ่อนปรนจากเดิม ที่ห้ามจัดงามสัมมนาทางวิชาการหรือจะเรียกว่าอะไรก็ตาม ที่มีเนื้อหาวิพากษ์วิจารณ์การเมืองหรือเป็นการรวมกลุ่มเพื่อมีเป้าหมายทางการเมือง แม้ว่ารัฐบาลและคสช.จะไม่ได้ดำเนินคดีกับการจัดสัมมนาดังกล่าวในช่วงที่ผ่านมา แต่ไม่ว่าจะอ้างเหตุผลอย่างไร ก็ถือว่าเป็นการคุกคามหรือปิดกั้นทางแสดงออกทางความคิด ซึ่งในฐานะประชาชนคนไทยก็น่าจะมีสิทธิวิพากษ์วิจารณ์ได้
อย่างไรก็ตาม แม้จะดูว่ามีการผ่อนปรน แต่คำถามก็คือ การต้องขออนุญาตจากคสช.นั้น มีความจำเป็นแค่ไหน และการปิดกั้นไม่ให้แสดงความคิดเห็นนั้น จะเอื้อให้เกิดการปฏิรูปประเทศได้จริงหรือไม่ ซึ่งหากติดตามประเด็นการปฏิรูปของคสช.ถือว่าเป็นไปแทบทุกด้านที่เป็นปัญหาของประเทศ และหากจะกล่าวถึงที่สุดแล้ว ทุกเรื่องล้วนแต่เกี่ยวโยงกับการเมืองและการใช้อำนาจรัฐทั้งสิ้น ดังนั้นหากต้องการจะตีกรอบว่าห้ามจัดเวทีที่เกี่ยวข้องกับการเมืองนั้น จึงเป็นเรื่องยากอย่างมาก
หากติดตามการทำงานของรัฐบาลและคสช. ดูเหมือนว่าจะมีเพียงเวทีให้พูดเรื่องการเมืองได้ ก็แต่ในสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) และสภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.)เท่านั้น โดยจะเป็นเพียงสองเวทีที่สามารถพูดในประเด็นการเมืองได้ ซึ่งการปิดกั้นให้เหลือพื้นที่เฉพาะก็เท่ากับว่าการปิดกั้น การเข้าถึงพื้นที่แสดงความคิดเห็นต่ออนาคตของชาติ และเราไม่เชื่อว่าตัวแทนในสองเวทีหลักนี้ จะเป็นตัวแทนของกลุ่มความคิดในสังคมไทยได้อย่างเพียงพอ เพราะหากดูรายชื่อก็จะเห็นว่ามีข้อจำกัดอย่างมาก
แน่นอนว่าคสช.วิตกกังวลความเคลื่อนไหวทางการเมือง ที่เป็นลักษณะการเมืองแบบมวลชนเหมือนที่ผ่านมา แต่คำถามที่ต้องตอบคือวิธีการจัดการกับการแสดงความคิดเห็นแบบ"ทหาร" ซึ่งเป็นวิธีการเก่าแก่มาช้านานนั้นสามารถใช้ได้ในสถานการณ์ปัจจุบันแค่ไหน เราก็หวังว่าคนที่เห็นต่างกับคสช.จะเข้าใจเหตุผลในเรื่องความมั่นคงของคสช.ในครั้งนี้ และหาช่องทางในการแสดงความคิดเห็นเพื่อการปฏิรูปประเทศครั้งนี้ได้ และเราเชื่อว่าคสช.ไม่ปิดกั้น หากกลุ่มอื่นต้องการแสดงความคิดเห็น
เราเห็นว่าคสช. มีเวทีทางการเมืองผ่านสนช. และสปช. ให้แสดงความคิดเห็น ซึ่งถือว่าเป็นเวทีที่เป็นทางการนั้น อาจไม่เพียงพอ แต่ควรหาช่องทางหรือเปิดกว้างรับฟังความคิดเห็นอื่นที่ต่างไปจากทั้งสองเวที ซึ่งเรายังเชื่อในความหลากหลายทางความคิดต่อมุมมองปัญหา จากนั้นหาจุดร่วมกันในการแก้ปัญหานั้น ดังนั้น เราหวังว่าคสช.และรัฐบาล จะเปิดช่องทาง หรือ มีเวทีให้กลุ่มอื่นได้แสดงความคิดเห็นต่อการปฏิรูปประเทศ ซึ่งเราเชื่อว่าจะเป็นประโยชน์ต่อการปฏิรูป มากกว่าเป็นอุปสรรคอย่างที่เข้าใจ









