ข่าวบอกว่านายกรัฐมนตรีประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้สั่งให้กระทรวงทบวงกรมทั้งหลายทำ Action Plans เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ
ในปีงบประมาณใหม่ที่เริ่มวันนี้ และจะมีการติดตามตรวจสอบการทำงานทุก 3 เดือน
รองนายกฯ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล บอกว่า ปีใหม่นี้ อัตราเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศน่าจะอยู่ที่ 3-4% เปรียบเทียบกับปีนี้ที่ประเมินกันว่าน่าจะอยู่ที่ 1.5% โดยเฉลี่ย
ดังนั้นที่เจ้าหน้าที่บางท่านของธนาคารแห่งประเทศไทย เคยบอกไว้ว่าการฟื้นของเศรษฐกิจไทยจะเป็นรูปตัว V น่าจะไม่ได้ถึงขนาดนั้น เพราะมีปัจจัยหลายตัวที่บอกเราว่า แม้จะเห็นการปรับตัวขึ้นของเศรษฐกิจในภาพรวม แต่ก็จะไม่ใช่ในลักษณะของการก้าวกระโดดมากนัก เพราะหลายเรื่องยังขึ้นอยู่กับการใช้งบประมาณราชการ และตลาดต่างประเทศ ตลอดไปถึงการเดินหน้าก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน
บางคนประเมินว่า ถ้ารัฐบาลเอาจริงกับการปราบปรามสิ่งผิดกฎหมายหรือธุรกิจใต้ดินอย่างจริงจัง อาจจะกระทบการไหลเวียนของการใช้เงินด้วยซ้ำไป
แต่นั่นเป็นเรื่องที่รัฐบาลจะต้องเดินหน้าอย่างปฏิเสธไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นการปราบปรามคอร์รัปชัน ธุรกิจสีเทา รวมไปถึงกิจการใต้ดินต่าง ๆ ที่เป็นต้อตอแห่งความชั่วร้ายที่มีผลต่อสังคมไทยเป็นส่วนรวมมาตลอด
ที่สำคัญไม่น้อยไปกว่าการเบิกจ่ายงบประมาณคือ ภาคเอกชนซึ่งเป็นหัวรถจักรของเศรษฐกิจตลอดมา แต่ “การเมืองเรื่องวุ่น ๆ” ได้กลายเป็นปัจจัยลบที่สร้างปัญหา ให้กับการลงทุนและค้าขายของเอกชนทั้งในประเทศและต่างประเทศ
จึงเป็นหน้าที่ของนายกฯและรองนายกฯฝ่ายเศรษฐกิจ ที่จะต้องผนึกกำลังของเอกชนทุกภาคส่วน ในอันที่จะผลักดันให้เศรษฐกิจไทยได้รับการกระตุ้นที่เหมาะสม และที่สำคัญกว่าการเติบโตคือ ความยั่งยืนและการลดช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจน
บทบาทของสภาหอการค้า สภาอุตสาหกรรมฯ และสมาคมธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ผ่านมามีอยู่ในระดับหนึ่ง แต่ยังไม่อาจจะเรียกได้ว่าได้ใช้พลังจากศักยภาพที่แท้จริงทั้งหมด เพื่อเล่นบทบาทด้านเศรษฐกิจและการช่วยร่าง Roadmap ของประเทศอย่างแท้จริง
รัฐบาลยังไม่ได้สร้างความคึกคักให้กับองค์กรเอกชนอย่างที่ควรจะเป็น และหากมองจากผู้ดำรงตำแหน่งในรัฐบาลชุดนี้ ก็มีตัวแทนของ “นักบริหาร” จากภาคเอกชนที่มีฝีมือเป็นที่ยอมรับของสาธารณชนน้อยมาก เพราะส่วนใหญ่เป็นคนในเครื่องแบบทหาร และข้าราชการประจำนั่งอยู่ในตำแหน่งที่ต้องตัดสินนโยบายสำคัญ ๆ ที่จะขับเคลื่อนทิศทางการพัฒนาประเทศ
นายกฯบอกว่าจะตรวจการบ้านหน่วยราชการทุก 3 เดือนเพื่อให้เป็นไปตามแผนที่วางเอาไว้ ซึ่งเป็นแนวทางที่ดีเพราะเอกชนที่มีประสิทธิภาพสูงนั้น จะมีรายงานความก้าวหน้าของกิจกรรมที่เป็นเป้าหมายหลักทุกสัปดาห์ด้วยซ้ำ
บริษัทมหาชนในตลาดหลักทรัพย์ ต้องแจ้งผลประกอบการและวิเคราะห์รายได้รายจ่ายกับทิศทางอนาคตให้ผู้ถือหุ้นทุกไตรมาส นั่นเป็นระบบการตรวจสอบที่ได้ผลที่สุด จึงสมควรที่รัฐบาลจะกระตุ้นข้าราชการประจำให้ตระหนักในการรายงานผลการทำงานว่าห่างจาก KPI (Key Performance Indicators) หรือ “ดัชนีชี้วัดประสิทธิภาพ” ให้ประชาชนได้รับทราบทุกไตรมาสเช่นกัน
เพราะประชาชนคือ “ผู้ถือหุ้นใหญ่” ของประเทศ
ผู้ได้รับมอบหมายให้ทำงานจะต้องแจ้ง “ผลประกอบการ” ให้เจ้าของประเทศทราบเป็นระยะ ๆ และพร้อมจะเปิดเผยข้อมูลทุกรายละเอียดเพื่อให้ “ผู้ถือหุ้น” สามารถวัดได้ว่าผู้ได้รับมอบหมายให้ทำงานแต่ละด้านนั้นมีฝีมือในภาคปฏิบัติมากน้อยเพียงใด
นายกฯมีประชาชนช่วยตรวจการบ้านรัฐบาลของท่านทุกไตรมาส ย่อมเป็นเครื่องรับประกัน ว่านี่คือการทำงานเพื่อปวงชนอย่างแท้จริง









