นี่คือบทคัดย่อปาฐกถาประจำปีในงานระลึกถึงเหตุการณ์ 14 ตุลาที่ผมได้รับเชิญให้ไปแสดงที่อนุสรณ์สถาน 14 ต.ค.
ในวันที่ 14 ต.ค. ฉบับเต็มจะพิมพ์เป็นหนังสือขายในวันงานดังกล่าว
ขบวนการ 14 ต.ค. 16 และปีกก้าวหน้าที่เข้าร่วมขบวนการสังคมนิยมในช่วงปี 19-25 ต้องการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยและเป็นธรรม มากกว่าแค่ประชาธิปไตยแบบที่นายทุนเป็นใหญ่ แต่พวกเขาทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้เพียงบางส่วน เนื่องระบบโครงสร้างเศรษฐกิจสังคมไทย
ที่ผูกขาดอำนาจโดยชนชั้นนำกลุ่มน้อยมาช้านานนั้นเป็นแบบจารีตนิยมหัวเก่าและอำนาจนิยมสูง ประเทศยังมีทรัพยากรค่อนข้างมาก ชนชั้นนำปรับตัวเข้ากับทุนนิยมได้ค่อนข้างเก่ง ทำให้เศรษฐกิจโตและแบ่งปันให้ประชาชนได้ในระดับหนึ่ง
ชนชั้นนำไทยยังใช้จุดอ่อนของประชาชนที่ยากจน ได้รับการศึกษาข้อมูลข่าวสารที่มีคุณภาพต่ำ ติดในค่านิยมยกย่องเจ้าขุนมูลนาย ผู้อุปถัมภ์ โฆษณาครอบงำทำให้ประชาชนเชื่อในการนำของพวกเขา แบบเลือกข้างชนชั้นนำกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งมากกว่าที่จะเข้าใจหรือมีจิตสำนึกเรื่องชนชั้น/กลุ่มชนของตนเอง ทำให้ประชาชนเชื่อในนโยบายพัฒนาแนวทุนนิยมอุตสาหกรรมที่พึ่งพาบรรษัททุนข้ามชาติ ว่าจะทำให้ประเทศเจริญก้าวหน้า และประชาชนพ้นจากความยากจนได้ โดยประชาชนไม่ตระหนักว่าประเทศไทยอาจมีทางเลือกอื่น เช่น การปฏิรูประบบเศรษฐกิจแบบผสมระหว่างทุนนิยมที่มีการแข่งขันอย่างเป็นธรรม กับสังคมนิยมประชาธิปไตย ระบบสหกรณ์ รัฐสวัสดิการ การพัฒนาแนวฟื้นฟูและอนุรักษ์ระบบนิเวศ
ปัญหาประเทศไทยในยุคปัจจุบันคือ แม้เศรษฐกิจโดยรวมเจริญเติบโต มีการพัฒนาทางด้านวัตถุ การอำนวยความสะดวกสบายมากขึ้น คนมีรายได้ และมีช่องทางกู้เงิน ได้รับประโยชน์จากโครงการประชานิยมต่างๆ เพิ่มขึ้น แต่ปัญหาใหญ่คือ การกระจายทรัพย์สิน รายได้ การศึกษา ฐานะทางสังคม ฯลฯ ในหมู่ประชาชนมีความแตกต่างเหลื่อมล้ำต่ำสูงมากขึ้น คนส่วนใหญ่มีรายจ่ายสูงกว่ารายได้ เป็นหนี้เพิ่มขึ้น ทำงานหนักและเคร่งเครียดเพิ่มขึ้น การกระจายรายได้ของไทยเลวเป็นอันดับที่ 12 ของโลก ครัวเรือนที่รวยที่สุด 10 เปอร์เซ็นต์แรก มีเงินฝากธนาคาร 93% ที่ดิน 60% และ ทรัพย์สิน 57% ของครัวเรือนทั้งประเทศ (www.thailandfuturefoundation.org)
ความเหลื่อมล้ำต่ำสูง สร้างปัญหาความด้อยพัฒนาทางการเมือง แบบที่ทำให้ชนชั้นนำใช้อำนาจซื้อเสียงขายเสียง ระบบอุปถัมภ์ นโยบายประชานิยม ฯลฯ ผลัดการขึ้นมาเป็นรัฐบาล ที่มุ่งแสวงหาประโยชน์ให้ตนเองและพรรคพวก ทุจริตฉ้อฉล หาผลประโยชน์ทับซ้อน ดำเนินนโยบายพัฒนาแบบทุนนิยมที่เป็นบริวารบริษัทข้ามชาติ ทำให้ประเทศต้องพึ่งพา เป็นหนี้ธนาคารและบรรษัทข้ามชาติเพิ่มขึ้น พึ่งพาตลาด ทรัพยากร และคนในประเทศเป็นสัดส่วนที่ต่ำ ความสามารถในการแข่งขันของแรงงานลดลง ทรัพยากรสภาพแวดล้อมถูกทำลายอย่างรุนแรงจนเกิดปัญหาน้ำท่วม ภัยแล้ง ดินเลว การเจ็บป่วยและเสียชีวิตจากการใช้สารเคมีมากไปฯลฯ
ชุมชน ครอบครัว ประชาชน ส่วนใหญ่ถูกทำให้อ่อนแอ ต้องพึ่งพา เป็นหนี้ เป็นแรงงานรับจ้างแรงงานตามพันธสัญญา แรงงานแบบชาวนาและผู้ประกอบการรายย่อยที่ขูดรีดตนเองคือทำงานหนัก แต่ได้ผลตอบแทนต่ำที่ช่วยกันเพิ่มผลผลิต ทำให้เศรษฐกิจเติบโตแบบที่ชนชั้นนายทุนได้ประโยชน์มากกว่า
ประชาชนยังถูกครอบงำทางความคิด อุดมการณ์ ให้รู้สึกชื่นชม เป็นหนี้บุญคุณ เป็นสมัครพรรคพวกของชนชั้นนำกลุ่มหนึ่งกลุ่มใด เมื่อชนชั้นนำขัดแย้งกัน ประชาชนที่คิดแบบ 2 ขั้วสุดโต่ง จะเลือกเข้าข้างชนชั้นนำและขัดแย้งกับประชาชนที่เลือกอยู่คนละข้าง ประชาชนถูกครอบงำไม่ให้คิด วิเคราะห์ ด้วยตัวเองเป็น และยังไม่เข้าใจประเด็นว่า ชนชั้นนำไม่ว่ากลุ่มใดล้วนทำเพื่ออำนาจและผลประโยชน์ของพวกเขาเอง และกดขี่เอาเปรียบประชาชนด้วยกันทั้งนั้น
เราเรียนรู้อะไรจากการชุมนุมเรียกร้องของขบวนการประชาชน ขบวนการประชาชน 14 ตุลาคม และกปปส. มีจุดแข็งที่ระดมคนที่รักความสุจริต ความเป็นธรรมมาร่วมได้มากอย่างต่อเนื่อง แต่มีจุดอ่อนที่เป็นการชุมนุมแบบเฉพาะกิจ เพื่อคัดค้านโจมตีรัฐบาลที่ไม่ชอบธรรมมากกว่าจะเป็นกลุ่ม องค์กร ที่มีการจัดตั้งองค์กรระดับล่างอย่างเข้มแข็ง มีแนวคิดนโยบายปฏิรูปในระยะยาวที่ชัดเจน และมีโอกาสทำให้เกิดขึ้นได้จริง
ปัญหาโดยรวมของขบวนการประชาชนคือ การศึกษาค้นคว้า วิเคราะห์ ปัญหาของประเทศไทยเอง และการจัดตั้งให้การศึกษาประชาชนยังคงมีน้อย มีคุณภาพไม่พอเพียงที่จะพัฒนาเป็นองค์กรเพื่อการปฏิรูปในระยะยาวได้อย่างต่อเนื่อง ประชาชนรวมทั้งปัญญาชนส่วนหนึ่งด้วย ยังมองปัญหาแบบแบ่งเป็น 2 ขั้วสุดโต่งอย่างง่ายๆ จึงนำไปสู่การเมืองแบบ 2 ขั้วสุดโต่ง รวมทั้งเลือกข้างชนชั้นนำกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ขาดการวิเคราะห์อย่างจำแนกแยกแยะปัญหาที่เป็นจริงในสังคมไทยเป็นประเด็นๆ ไป และขาดการสามัคคีในหมู่ประชาชนแบบแสวงจุดร่วม สงวนจุดต่าง ทำให้ภาคประชาชน ที่เสียเปรียบและอ่อนแออยู่แล้ว ยิ่งถูกแบ่งแยกและอ่อนแอลงไปอีก
บทเรียนคือประชาชน/ปัญญาชนต้องศึกษาค้นคว้าปัญหาสังคมไทยอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ มองหาทางเลือกใหม่ที่จะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนอย่างยั่งยืนยาวนาน มากกว่าคิดด้วยอารมณ์ ความรู้สึก เลือกข้างชนชั้นนำกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง หรือมองแบบขาวดำ ง่ายๆ ว่า เมื่อแนวทางสังคมนิยมในประเทศต่างๆ ล้มเหลว ก็เหลือแค่ทุนนิยมอย่างเดียว ควรมองว่ามีทางเลือกที่ 3 ที่ 4 ได้
เช่นแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจระบบผสม ระหว่างทุนนิยมที่มีการแข่งขันที่เป็นธรรม และสังคมนิยมประชาธิปไตย ที่รวมถึงระบบสหกรณ์ บริษัทมหาชนแบบที่คนงาน ผู้บริโภค ร่วมกันถือหุ้น รัฐสวัสดิการ ชุมชนสวัสดิการ ฯลฯ การพัฒนาแนวทางเลือกใหม่ที่ควรใช้เศรษฐศาสตร์ชาวพุทธ และเศรษฐศาสตร์แนวระบบนิเวศ เป็นแนวทาง ที่หันมาเน้นเป้าหมายการพัฒนาเพื่อคุณภาพชีวิต คุณภาพสังคม การอนุรักษ์และฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม มากกว่าความมั่งคั่งทางวัตถุ การเพิ่มผลผลิตสินค้าและบริการ คือแนวทางการปฏิรูปเพื่อประโยชน์ของคนไทยส่วนใหญ่ในระยะยาว อย่างแท้จริง (อ่านตอนที่ 2 ใน 2 สัปดาห์หน้า)









