ประเทศไทยได้อะไร จากกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน?

ประเทศไทยได้อะไร จากกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน?

หากจะกล่าวถึงคำว่า “กองทุนพลังงาน” ท่านผู้อ่านหลายท่านอาจจะนึกถึงการเก็บเงินเพิ่มจากราคาน้ำมันขายปลีก

ที่เราจำเป็นต้องใช้อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน เสมือนว่าเป็นการเก็บภาษีทางตรงจากการใช้น้ำมันของประชาชน ทั้ง ๆ ที่ราคาน้ำมันก็แพงอยู่แล้ว แต่ทำไมต้องเก็บเงินเพิ่ม เก็บไปทำอะไร แล้วเราหรือส่วนรวมระดับประเทศจะได้อะไรจากการเก็บเงินเข้ากองทุนพลังงาน

คำถามเหล่านี้ ถูกขยายความกังขา ตั้งข้อสงสัยให้เพิ่มขึ้น....

ในวันนี้ ผมจะพยายามอธิบายเพื่อคลี่คลายข้อสงสัยเหล่านี้ และจะมาตอบคำถามให้เข้าใจตรงกัน นะครับ

เบื้องต้น จะขอเล่าถึงการเก็บเงินเข้ากองทุน โดยกระทรวงพลังงานได้มีการเก็บเงินเข้า 2 กองทุน คือ

1. กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ที่จัดขึ้นตามคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ได้รับอำนาจจาก พ.ร.ก. ป้องกันและแก้ไขภาวะขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง และ

2. กองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน จัดขึ้นตาม พ.ร.บ. การส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน พ.ศ. 2535

สำหรับกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงนั้น ต้องนับเป็น กองทุนพี่ที่นอกจากจะเกิดมาก่อน ปัจจุบันยังเก็บมากกว่า (เก็บอัตราสูงสุดถึง 9.70 บาท/ลิตร ในน้ำมันขายปลีกเบนซินออกเทน 95) และแถมได้รับความสนใจมากกว่าและการกล่าวถึงในหลายๆ ครั้ง ว่ามีไว้เพื่อเป็นการรักษาเสถียรภาพราคาน้ำมันเชื้อเพลิงภายในประเทศ ไม่ให้มีภาวะขึ้นลงเร็วนักตามภาวะราคาตลาดโลกที่ในอดีตมีการแกว่งตัวที่ค่อนข้างโลดโผน รวมทั้งทำหน้าที่เป็นแคชเชียร์ในการอุดหนุนระหว่างเชื้อเพลิงบางประเภท เช่น ก๊าซแอลพีจี ที่ส่วนใหญ่เก็บเงินจากน้ำมันเบนซินมาอุดหนุนราคาแอลพีจีสำหรับครัวเรือนและภาคขนส่ง

อีกหน้าที่สำคัญหนึ่งของกองทุนพี่นี้ก็คือ การสร้างส่วนต่างราคาให้กับน้ำมันที่มีส่วนผสมของพลังงานทดแทนประเภทเชื้อเพลิงชีวภาพ เช่น เอทานอลและไบโอดีเซล โดยใช้หลักที่ว่ายิ่งผสมมากก็จะมีส่วนต่างที่ทำให้ราคาต่ำกว่าน้ำมันธรรมดาที่ไม่ผสมอะไรเลยมากขึ้นตามลำดับ โดยจะเห็นได้ว่า หน้าที่ทั้งหมดของกองทุนน้ำมันนี้ ถือเป็นการสร้างกลไกหลักที่จะรับประกัน และช่วยทำให้ประเทศไทยไม่ประสบภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงอีกในอนาคต

ส่วนกองทุนพลังงานลำดับถัดไปคือ กองทุนน้องหรือ กองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน (ต่อไปจะขอเรียกสั้นๆ ว่า กองทุนอนุรักษ์) ที่แม้จะไม่ค่อยได้ออกสื่อหรือเป็นที่ถกแถลงกันมากนัก กองทุนนี้จะเก็บเงินจากน้ำมันดีเซลและเบนซินในอัตรา 0.25 บาท/ลิตรเท่ากันหมด เพื่อวัตถุประสงค์ตามกฎหมายที่ต้องการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานในทุกภาคส่วน

ปัจจุบันตามบัญชี กองทุนอนุรักษ์มีเงินอยู่ประมาณ 30,000 ล้านบาท และมีประมาณการว่าในแต่ละปีจะมีเงินไหลเข้าและออกจากกองทุนประมาณปีละ 6,000 - 7,000 ล้านบาท

สำหรับการใช้เงินกองทุนอนุรักษ์นี้ก็จะมี คณะกรรมการกองทุนฯ ที่โดยปกติจะมีรองนายกรัฐมนตรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการพลังงานของชาติในระดับปลัดกระทรวง/อธิบดีอยู่หลายท่าน และมีระเบียบที่กำหนดขั้นตอนในการจัดทำแผนงานล่วงหน้าเป็นระยะๆ (ระยะละ 5 ปี) และแม้เมื่อกระทรวงพลังงานมีแผนแม่บทการอนุรักษ์พลังงาน 20 ปี แผนงานของกองทุนก็จะถูกจัดทำให้สอดคล้องกับแผนแม่บทดังกล่าวด้วย อีกทั้งในแต่ละปีก็จะมีการจัดทำแผนงบประมาณกองทุนประจำปี จำลองขั้นตอนการกำกับการตั้งงบประมาณมาจากการจัดทำงบประมาณแผ่นดินเลยทีเดียว โดยหน่วยงานหลักในการเบิกจ่ายเงินกองทุนนี้มีสองหน่วยงานคือ กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) และสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ซึ่งทำหน้าที่เลขานุการคณะกรรมการกองทุนด้วยอีกหน้าที่หนึ่ง

ผลงานของกองทุนอนุรักษ์ที่อยู่ในระดับเหรียญทอง คือการขับเคลื่อนงานด้านอนุรักษ์พลังงานและพลังงานทดแทน ผ่านกลไก เครื่องมือทางการเงินในหลายรูปแบบ เช่น โครงการเงินหมุนเวียนเพื่อการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน (เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ) โครงการส่งเสริมการลงทุนด้านอนุรักษ์พลังงาน (ESCO Fund) ที่ส่งเสริมให้เกิดการร่วมลงทุนระหว่างบริษัทจัดการพลังงาน หรือ ESCO กับเจ้าของโรงงาน/อาคารที่ประสงค์และมุ่งมั่นที่จะประหยัดพลังงานหรือพัฒนาพลังงานหมุนเวียน การสนับสนุนแบบให้เปล่าบางส่วน (Subsidy) สำหรับอุปกรณ์ประหยัดพลังงานและเทคโนโลยีพลังงานทดแทนบางประเภท เช่น ที่โด่งดังและถือเป็นหน้าตาของกองทุนอนุรักษ์เลยก็คือ เทคโนโลยีก๊าซชีวภาพจากน้ำเสียฟาร์มและโรงงานต่างๆ เทคโนโลยีน้ำร้อนและอบแห้งด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ ที่ทำมาต่อเนื่องยาวนาน รวมทั้งการทดลองการอุดหนุนพลังงานหมุนเวียนเพื่อการผลิตไฟฟ้า (หรือ Adder) ที่ในระยะแรกได้จัดแบบให้มีการประมูลว่าใครขอ Adder น้อยที่สุดจะได้รับการสนับสนุน ซึ่งในครั้งนั้น (ราวปี 2543) ผมจำได้ว่ามีแต่โครงการประเภทชีวมวลที่ได้รับการสนับสนุนในอัตราการสนับสนุนเฉลี่ย 29 สต.หน่วย เป็นเวลา 5 ปี ซึ่งเงินสนับสนุนได้ใช้จากกองทุนอนุรักษ์พลังงานนี่แหละครับ

สำหรับผลงานด้านการช่วยเหลือ ผู้ด้อยโอกาสทางพลังงาน กองทุนอนุรักษ์พลังงานได้สนับสนุนการจัดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังน้ำขนาดจิ๋ว (

ส่วนผลงานที่ไม่ประสบความสำเร็จก็มีแทรกอยู่บ้าง เช่นโครงการคูปอง 2,000 บาท หรือการพัฒนาเตา Gasifier แบบ 3-Stages ที่พัฒนามานมนานก็ยังไม่เวิร์ค หรืองานวิจัยแบตเตอรี่ Vanadium Redox Flow ที่มีหน่วยงานตรวจสอบต่างๆ สอบถามข้อมูลมามากมาย เป็นต้น งานที่ไม่ประสบความสำเร็จเหล่านี้ ก็มีการตรวจสอบตามระเบียบราชการทุกประการ ไม่มีการยกเว้น

นอกจากงานเชิงส่งเสริมเทคโนโลยีแล้ว กองทุนอนุรักษ์ ยังเป็นแหล่งทุนหลักในการพัฒนาคนและองค์ความรู้ด้านอนุรักษ์พลังงานและพลังงานทดแทนในประเทศ ผ่านการให้ทุนการศึกษา ทุนสนับสนุนงานวิจัย การสนับสนุนการจัดตั้งวิทยาลัยด้านพลังงาน ที่ดังๆ ในอดีต ได้แก่ บัณฑิตวิทยาลัยร่วมด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม (Joint Graduate School of Energy and Environment-JGSEE) และวิทยาลัยพลังงานทดแทน มหาวิทยาลัยนเรศวร (School of a Renewable Energy a Technology หรือ SERT) รวมทั้งโครงการประเภทอบรมผู้รับผิดชอบพลังงานตาม พ.ร.บ. และหลักสูตรที่เกี่ยวข้องอื่นๆ จนนับไม่ถ้วน

ส่วนงานด้านประชาสัมพันธ์และเผยแพร่การสร้างกระแสอนุรักษ์พลังงานในวงกว้างนั้นหลายท่านคงจำโครงการประชาสัมพันธ์ที่โด่งดังของกระทรวงพลังงานได้ เช่น พลังงานหาร 2ที่เน้นมอตโต้ว่า คิดก่อนใช้เพื่อกระตุกให้สังคมไทยฉุกคิดเรื่องการใช้พลังงานอย่างประหยัด หรือแม้แต่แคมเปญ อะไรๆ ก็โทษแก๊สโซฮอล์ที่รณรงค์ต้านกระแสลบของความไม่เชื่อมั่นในน้ำมันแก๊สโซฮอล์ ที่ตอนนั้นสังคมไทยยก แก๊สโซฮอล์เป็นจำเลย ไม่เว้นแม้แต่ว่าลูกสอบตกก็โทษแก๊สโซฮอล์ ที่เล่ามายังไม่รวมถึงโครงการสร้างความภาคภูมิใจให้กับประเทศไทย เช่น โครงการ Thailand Energy Awards และโครงการ ASEAN Energy Awards ที่ทำกิจกรรมประชาสัมพันธ์ผ่านกลยุทธ์การแข่งขันและเชิดชูเกียรติผู้ที่อนุรักษ์พลังงานยอดเยี่ยม ของไทยในระดับอาเซียน ให้เป็นที่รู้จักในสังคมทั่วไป

ผมเชื่อว่าการมีกองทุนอนุรักษ์ นี้มีประโยชน์และสร้างผลงานเชิงประจักษ์มากมายให้กับสังคมไทย นอกจากนั้นยังมีองค์กรต่างประเทศอีกหลายแห่ง มาเยี่ยมชมดูงานเกี่ยวกับกองทุนอนุรักษ์นี้ เช่น UN-ESCAP UNDP และ APEC ที่นอกจากมาดูงานเราแล้วยังได้บันทึกเป็นรายงานเผยแพร่ไปทั่วโลกว่าประเทศไทยมีนวัตกรรมเชิงนโยบายที่เป็นเชิงรุกด้านการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานและพัฒนาพลังงานทดแทนที่ก้าวหน้ามาก ชนิดที่ว่ามีไม่กี่ประเทศในโลกที่มีกลไกที่เป็นรูปธรรมเช่นเดียวกับเราเลยทีเดียว ผมและพี่ๆ หลายท่านจาก พพ. ก็ได้รับเชิญไปบรรยายมาทั่วโลกเพื่ออธิบายถึงกลไกและความเป็นมาเป็นไปของกองทุนอนุรักษ์พลังงานนี้ในหลายโอกาส ล่าสุดก็เคยได้ต้อนรับคณะของประเทศอินโดนีเซียที่กำลังจะขยับจัดตั้งกลไกกองทุนคล้ายเราทั้งกองทุนน้ำมันและกองทุนอนุรักษ์พลังงาน ซึ่งเข้าใจว่าจะจัดตั้งควบคู่กับการทยอยลดการอุดหนุนราคาน้ำมันในประเทศอินโดนีเซียอีกด้วย

เล่ามาทั้งหมดเพื่อสรุปว่า ผมอยากขอเชิญชวนให้คนไทยทุกคนร่วมกันภาคภูมิใจกับการมีกองทุนพลังงานทั้ง 2 กองทุน ที่ใช้เป็นเครื่องมือสำคัญบริหารงานเพื่อสร้างความมั่นคงและความยั่งยืนด้านพลังงานของชาติครับ...

ขอได้โปรดเชื่อมั่น และมั่นใจว่าเราเดินมาในเส้นทางที่ถูกต้องแล้วครับ