พูดน้อยๆ หน่อย ทำมากๆ หน่อย

พูดน้อยๆ หน่อย ทำมากๆ หน่อย

ได้ข่าววงในว่า นายกฯประยุทธ์ จันทร์โอชา และแกนนำในรัฐบาล รวมทั้งใน คสช.ตกลงกันว่าจะพูดให้น้อยลงหน่อย

เน้นการทำงานให้มากขึ้นหน่อย...ก็รู้สึกดีใจ

เสียงเตือนจาก หลวงปู่พุทธะอิสระ ผู้ก่อตั้งวัดอ้อน้อย จ.นครปฐม ที่ให้พิสูจน์ตัวเองที่การทำงาน และเพิ่มความสุขุมเรื่องการสื่อสาร ถือว่าตรงใจผู้คนจำนวนไม่น้อย

การพูดไปเรื่อยจนเกิดความเสื่อมเสียกรณีนักท่องเที่ยวชาวอังกฤษ สะท้อนว่าประสบการณ์ของท่านที่เคยใช้ในการพูดกันในค่ายทหาร หรือคุยต่อหน้าหน่วยขึ้นตรง (นขต.) เป็นพันๆ คนแล้วข่าวไม่หลุด ไม่มีใครต่อว่าท่านเลยนั้น ตอนนี้มันใช้ไม่ได้แล้ว

เพราะนักข่าวไม่ใช่ลูกน้องท่าน ข้าราชการกระทรวงอื่นๆ ก็ไม่ได้มีค่านิยมเหมือนทหาร...ที่พูดอย่างนี้ไม่ได้บอกว่าใครดีหรือใครไม่ดี แต่อยากบอกว่าวันนี้บทบาทของท่านเปลี่ยนไปมากแล้ว

การพูดเชิงอ้อนขอเวลาให้พวกท่านทำงาน ย้ำแล้วย้ำอีกว่าพวกท่านไม่โกง ไม่ได้หวังประโยชน์อะไร มันกำลังคลายมนต์ขลัง และกำลังรอพิสูจน์ด้วยการกระทำ อย่างเช่น กรณีข้อสงสัยเรื่อง "ไมค์แพง" ได้ข่าวว่าจะใช้เวลาตรวจสอบนานถึง 3 เดือน ถ้าช้าขนาดนั้นท่านไม่ต้องลงแรงรัฐประหารเข้ามาปกครองบ้านเมืองก็ได้

เขียนบทความวานนี้ (22 ก.ย.) ครบ 4 เดือนของการเข้าควบคุมอำนาจพอดี ถามว่าถึงวันนี้มีอะไรที่ท่านทำแล้วประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืนบ้าง นอกจากการหยุดชุมนุมของกลุ่มการเมือง และสกัดไม่ให้สองฝ่ายปะทะกัน เพราะดูเหมือนนอกจาก 2 เรื่องนี้แล้วยังไม่มีเรื่องใดสำเร็จ

ลองไล่เรียงดูก็ได้...เริ่มจากการจัดระเบียบสังคม กลายเป็นไฟไหม้ฟาง หลายเรื่องที่เคยเข้าไปจัดระเบียบ ประสบผลในทางปฏิบัติเพียงชั่วคราว แต่พอผ่านช่วงนั้นมาแล้ว ชาวบ้านบอกไม่เห็นมีอะไรเปลี่ยน

เรื่องราคาจำหน่ายล็อตเตอรี่ อย่าว่าแต่ 80 บาทตามที่ท่านประกาศทีแรกเลย เอาแค่ 92 บาทตามที่ท่านผ่อนผันยังไม่รู้ไปซื้อแผงไหน

นี่เป็นแค่เรื่องคืนความสุขเล็กๆ น้อยๆ ไม่ใช่เรื่องใหญ่สลับซับซ้อนที่ต้องใช้เวลา และต้องแก้ไขปัญหาอย่างถูกหลักวิชาด้วย อย่าง "การสร้างความปรองดอง" ชัดเจนแล้วว่าถึงวันนี้ ที่เคยมีการจับมือถ่ายรูปกันนั้น มันเป็นแค่ละคร ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับท่านพร้อมเคลื่อนไหวทันทีที่ท่านพลาด... หรือแม้แต่ท่านไม่พลาดก็ตาม

เช่นเดียวกับการ "ปฏิรูป" วิธีการสรรหาสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ หรือ สปช.เต็มไปด้วยข่าวฉาวและเรื่องราวน่าเคลือบแคลงสงสัย การตั้งคณะกรรมการคัดเลือกผู้ได้รับการเสนอชื่อที่เรียก "14 อรหันต์" ตั้งมาได้วันสองวัน คสช.ยังยกเลิกคำสั่งตัวเอง แล้วอย่างนี้จะให้ชาวบ้านเขาเชื่อมั่นได้อย่างไร

นี่ยังไม่นับการปฏิรูปผิดสูตร ผิดฝาผิดตัว เพราะคู่ขัดแย้งไม่ยอมเข้าร่วมอีกต่างหาก

ได้ยินว่าผลของการปฏิรูป วางแนวเอาไว้ว่าจะสร้าง "กฎเหล็ก" ครอบผู้มีสิทธิ์สมัคร ส.ส.ว่าต้องมีคุณสมบัติอย่างนั้นอย่างนี้ เรียกว่าคิดสร้าง "แม่พิมพ์คนดี" ให้ชาวบ้านกันเลยทีเดียว ด้วยหวังสกัดนักการเมืองหรือพรรคการเมืองหน้าเก่าไม่ให้เข้ามา

ทั้งที่การสกัดไม่ให้นักการเมืองทำลายชาติเข้าสภา มีทางเดียวคือต้องทำให้ประชาชนรู้เท่าทันและปฏิเสธเขาเอง นั่นจึงจะเป็นการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน ไม่ใช่ไปสร้างกำแพงสกัด เพราะไม่มีทางสำเร็จ โดยเฉพาะท่านปล่อยให้ปัญหารากฐานยังอยู่อย่างเดิม

อดีตการรัฐประหารเมื่อปี 49 ท่านยุบพรรคการเมืองไปกี่พรรค ตัดสิทธินักการเมืองไปกี่ร้อยคน สรุปว่าพรรคที่ไม่ถูกยุบชนะเลือกตั้งบ้างหรือยัง น่าลองเอาไปตรองดู

อยากเสนอว่า คสช.ไม่ควรทำงานจุกจิกจนเลอะเทอะไปหมด ควรทำเฉพาะงานใหญ่ๆ ในลักษณะ "รัฐบาลเปลี่ยนผ่าน" เพื่อประคองการปฏิรูปประเทศอย่างมีส่วนร่วมให้เกิดขึ้นจริง ยุบเลิกองค์กรอิสระลงเป็นการชั่วคราว เพื่อรอสรรหากรรมการใหม่ตามกติกาใหม่ แล้วให้ประชาชนรวมทั้งคู่ขัดแย้งได้มาพูดคุยกันจริงๆ กำหนดกติกาและทางออกของประเทศร่วมกัน

แต่นี่ท่านกำลังทำตัวเป็นรัฐบาลรัฐบาลหนึ่ง ทำงานทุกเรื่องเหมือนรัฐบาลชุดอื่น ซึ่งการที่ท่านไปแตะเรื่องโน้นเรื่องนี้ในสภาพบ้านเมืองแบบนี้ มันมีแต่จะสร้างความขัดแย้ง และลดทอนศักยภาพการเป็น "กรรมการห้ามมวย" ของท่านลง และสุ่มเสี่ยงที่ท่านจะมาเป็นคู่ขัดแย้งเสียเองในภายหลัง

เสียงลือถึง "ก๊วน ป.ปลา" เตรียมสร้างกระชังการเมืองใหม่ขึ้นมา ก็เริ่มได้ยินหนาหูขึ้น

และหากจัดการเลือกตั้งในปีหน้า หรืออย่างช้าปี 59 แล้วนักการเมืองหน้าเก่าชนะอีก ก็เท่ากับเราเสียเวลาไปปีครึ่งถึงสองปีเพื่อให้กลุ่มคนกลุ่มหนึ่งเข้ามามีอำนาจบารมี แล้วก็จากไป โดยทิ้งทุกอย่างเอาไว้เหมือนเดิม...อย่างนั้นหรือ?