นายกฯกับนักข่าว : ต่างมีหน้าที่ นำเสนอความจริงต่อประชาชน

นายกฯกับนักข่าว : ต่างมีหน้าที่ นำเสนอความจริงต่อประชาชน

วันก่อน นักข่าวประจำทำเนียบรัฐบาล สนทนากับนายกรัฐมนตรี ประยุทธ์ จันทร์โอชา ตอนหนึ่งนักข่าวถามว่า

สื่อไม่ใช่ปรปักษ์ของท่านใช่หรือไม่?”

นายกฯตอบว่าสื่อถือว่าเป็นมหามิตรของผมอยู่แล้ว รักกันอยู่แล้ว

นักข่าวถามอีกว่ามีเสียงร่ำลือว่าไม่ชอบหน้าสื่อ

นายกฯถามกลับว่าใครไปพูด ใครปากเสีย บางเวลาผมก็อาจมีอารมณ์เสียบ้าง เช่นบางเรื่องที่อาจจะซ้ำซ้อนเข้ามาแล้วสื่อไม่เข้าใจ ผมพยายามพูดเยอะ ๆ แต่ผมเยอะก็เป็นประเด็น

ฟังจากน้ำเสียงและลีลาท่าทางในช่วงสัปดาห์ หลังรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการแล้ว พลเอกประยุทธ์ ดูจะพยายามสื่อสารกับประชาชนผ่านสื่อ อย่างเป็นมิตรมากกว่าก่อน

แต่ความจริง ความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำประเทศกับสื่อนั้นไม่เกี่ยวกับความเป็นมิตร หรือปรปักษ์ หากแต่เป็นเรื่องของการเคารพในการทำหน้าที่ของกันและกันเป็นสำคัญ เพราะต่างฝ่ายต่างก็มีหน้าที่บอกกล่าวความจริง และนำเสนอข้อมูลข่าวสารที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณชน

เป็นเรื่องปกติที่นายกฯกับสื่อมวลชนจะมีมุมมองของการนำเสนอข่าวที่ไม่เหมือนกัน เพราะบทบาทหน้าที่ต่างกัน

นายกฯต้องการจะนำเสนอข่าวมุมด้านบวกสำหรับรัฐบาล สื่อมวลชนอาชีพต้องการเสนอเรื่องที่เกิดขึ้นจริงต่อประชาชน ไม่ว่ารัฐบาลจะมองเป็นด้านบวกหรือลบ เพราะในประเด็นเดียวกัน รัฐบาลอาจมองเป็นบวก สื่ออาจมองเป็นลบ และเมื่อสื่อไปถึงประชาชนแล้ว ผู้รับสารก็อาจจะมองได้ทั้งบวกและลบ

หัวใจของความสัมพันธ์อันเหมาะสมระหว่างนายกฯกับนักข่าวจึงต้องอยู่บนพื้นฐานของการยอมรับความจริงที่ว่า ต่างคนต่างมีหน้าที่ และการทำหน้าที่ของทั้งสองฝ่ายนั้นแม้จะมีจุดประสงค์ตรงกัน คือให้ประชาชนได้ข่าวสารที่ถูกต้องเที่ยงตรง แต่วิธีการนำเสนอก็ย่อมต่างกัน และจุดเน้นของแต่ละเรื่องก็ไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน

นายกฯจะมีอารมณ์ดีหรือไม่ดีวันไหนก็ไม่ควรมีผลต่อการทำหน้าที่ของนักข่าว เพราะเรื่องที่ทำให้นายกฯอารมณ์ดีหรือไม่ดี ก็ไม่ได้เกี่ยวกับว่าข่าวนั้นนักข่าวเห็นว่าสำคัญมากน้อยเพียงใดต่อสาธารณชนผู้รับข่าวสาร

หากนักข่าวทำหน้าที่ผิดพลาด ไม่รับผิดชอบก็ย่อมจะถูกตำหนิทั้งโดยบรรณาธิการหรือโดยประชาชนผู้รับข่าวสาร และหากนำเสนอข้อมูลผิดไปจากที่เป็นจริง ก็ย่อมเกิดความเสียหายต่อความน่าเชื่อถือของตนอยู่ดี

ดังนั้นเจ้านายที่แท้จริงของคนข่าวคือประชาชน และเจ้านายของนายกฯก็ควรจะเป็นประชาชนเช่นกัน

คำถามตรง ๆ ของนักข่าวอาจจะไม่เป็นที่สบอารมณ์ของผู้นำในบางครั้ง แต่นั่นคือการทำหน้าที่ตั้งประเด็นที่อยู่ในความสนใจของคนทั่วไป ไม่ได้สะท้อนว่าคนข่าวคนนั้นตั้งใจจะทำให้นายกฯอารมณ์เสีย ยกเว้นเสียแต่ว่าคนถามไม่ได้ทำการบ้านมาก่อน และไม่มีความรู้เพียงพอที่จะตั้งคำถาม

ความจริง นายกฯได้ประกาศนโยบายสำคัญ ๆ หลายเรื่องไม่ว่าจะเป็นการต่อต้านคอร์รัปชัน, ความโปร่งใสของการทำงานของรัฐบาลและข้าราชการ, และการไม่ใช้นโยบาย ประชานิยม นั้นเป็นหัวข้อที่ตรงกับใจของชาวบ้านทั่วไปอยู่แล้ว

สื่อเองก็ต้องการจะตั้งคำถามเพื่อให้นโยบายเหล่านี้เกิดขึ้นได้ในทางปฏิบัติอย่างแท้จริง

สื่อมืออาชีพมีหน้าที่จะต้องช่วยกันขุดคุ้ยเรื่องไม่ชอบมาพากลในแวดวงรัฐบาลและข้าราชการ ซึ่งหากนายกฯต้องการจะให้นโยบายเหล่านั้นบรรลุเป้าหมาย ก็ควรขอบคุณคนข่าวที่เกาะติดเรื่องราวที่ส่อไปในทางทุจริต เพราะเท่ากับช่วยนายกฯทำงานให้สำเร็จตามความมุ่งหมาย

การปราบคอร์รัปชันที่ได้ผลที่สุดคือ การเปิดให้สื่อทำหน้าที่อย่างอิสระ และแก้กฎหมายที่ให้อำนาจนักการเมืองและข้าราชการอ้างความลับราชการไม่ยอมเปิดเผยข้อมูลที่ประชาชนมีสิทธิจะรับรู้ในทุก ๆ โครงการของทุก ๆ หน่วยงานราชการ

นโยบายโปร่งใสของรัฐบาลจะเป็นรูปธรรมได้จริง ๆ ก็ต่อเมื่อชาวบ้านทุกคนสามารถตั้งคำถามกับรัฐมนตรีและข้าราชการทุกคนโดยไม่กลัวถูกข่มขู่รังแกไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม

และเมื่อนักข่าวสามารถตั้งคำถามที่ชาวบ้านอยากให้ถาม โดยไม่ต้องกลัวว่าจะถูกย้อนถามว่า คุณสังกัดสื่อไหน? ใครให้คุณมาถาม?”

อย่างที่เคยถูกนักการเมืองชี้นิ้วถาม ด้วยน้ำเสียงข่มขู่คุกคาม เมื่อไม่สามารถตอบคำถามของคนข่าวได้