ต้องออกกติกาคุม รัฐบาลดำเนินนโยบาย

ต้องออกกติกาคุม รัฐบาลดำเนินนโยบาย

ข้อมูลของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ที่ดำเนินนโยบาย แทรกแซงราคาข้าวเปลือกของรัฐบาล

ที่ระบุว่ามีภาระโครงการอุดหนุนราคาข้าวทั้งหมด 7.55 แสนล้านบาท เป็นภาระของโครงการที่เกิดขึ้นก่อนปี 2554 ประมาณ 5 หมื่นล้านบาท ส่วนที่เหลือ 7 แสนกว่าล้านบาท เป็นโครงการของรัฐบาลชุดที่แล้วจากโครงการรับจำนำข้าวทุกเมล็ด และหากเปรียบเทียบกับงบประมาณรายจ่ายประจำปี ถือได้ว่าภาระหนี้ของโครงการดังกล่าวคิดเป็นประมาณ 30% ของงบประมาณประจำปี

ข้อมูลที่น่าตกใจยิ่งกว่านั้นก็คือหนี้จำนวนนี้ รัฐบาลจะต้องวางแผนชำระหนี้ ทั้งเงินจากการระบายข้าวในโครงการและจากงบประมาณรายจ่ายประจำปี รวมแล้วราว 7 ปีกว่าจะใช้หนี้ก้อนนี้หมด นั่นหมายความว่านโยบายที่ดำเนินการของรัฐบาลนั้น แม้จะได้ผลระยะสั้นโดยช่วยราคาข้างเปลือกสูงกว่าราคาตลาด แต่ในระยะยาวแล้วเป็นภาระต่องบประมาณแผ่นดินอีกนาน กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือรัฐบาลที่ดำเนินนโยบาย ได้โยนภาระให้กับรัฐบาลในอนาคต และเงินจำนวนนี้ก็คือภาษีของประชาชนในแต่ละปี

แน่นอนว่ารัฐบาลที่ดำเนินนโยบายช่วยเหลือชาวนา อาจอ้างว่าเป็นนโยบายที่ช่วยเหลือคนจน ที่เป็นเกษตรกรและเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ ซึ่งเป็นหลักการที่ดีและไม่มีใครเถียง แต่ปัญหาก็คือการชั่งน้ำหนักระหว่างนโยบายที่ดีกับภาระที่เกิดขึ้นในอนาคตนั้นมีความเหมาะสมหรือไม่ เพราะในช่วงที่ดำเนินนโยบายนั้นไม่ได้มีการถกเถียงในประเด็นนี้อย่างจริงจัง เนื่องจากรัฐบาลหวังเพียงคะแนนนิยมเฉพาะหน้า และหวังว่าจะได้รับการเลือกตั้งมาใหม่เพื่อแก้ปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

หนี้จำนวนดังกล่าวนี้เอง ขณะนี้รัฐบาลของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เตรียมจัดการกับหนี้ก้อนนี้ด้วยการออกพันธบัตรระยะยาว โดยไม่เอามารวมกับภาระงบประมาณ เพราะไม่เช่นนั้นรัฐบาลต่อไปก็จะมีงบประมาณจำกัดในการใช้จ่าย แต่จากภาระหนี้ดังกล่าว อาจไม่เพียงพอที่รัฐบาลนี้จะเข้ามาแก้ไขเรื่องนี้เท่านั้น และในเมื่อเป็นรัฐบาลยุคปฏิรูปแล้ว รัฐบาลก็น่าจะหาวิธีการป้องกันอย่างไรไม่ให้รัฐบาลในอนาคตสร้างภาระโดยอ้างว่าเป็นนโยบายด้วยการออกกฎหมายจำกัดการใช้งบประมาณ

เราเชื่อว่ารัฐบาลนี้กำลังจะออกกฎหมายในลักษณะนี้ แต่ก่อนจะออกกฎหมาย รัฐบาลน่าจะมีการถกเถียงในสังคมถึงผลดีและผลเสียที่เกิดขึ้น เพื่อสร้างความเข้าใจของคนในสังคมว่าถึงที่สุดแล้ว หากเป็นนโยบายที่ไม่มีความรอบคอบและหวังผลเพียงด้านเดียวอย่างนโยบายประชานิยมนั้น ผลสุดท้ายคนที่รับภาระก็คือคนไทยทุกคน แม้แต่คนที่ได้รับประโยชน์จากนโยบายดังกล่าว อีกทั้งเป็นมาตรการระยะสั้นที่ไม่ก่อประโยชน์ให้กับสังคมไทยโดยรวม นอกจากสร้างภาระและส่งผลกระทบต่อด้านอื่นด้วย

เราเห็นว่ารัฐบาลนี้จะแก้ปัญหาหนี้ที่เกิดขึ้นไม่เพียงพอในการแก้ปัญหา แต่ต้องมีกติกา มาควบคุมรัฐบาลในอนาคตด้วยว่าสามารถดำเนินนโยบายในลักษณะประชานิยมได้แค่ไหน หาไม่แล้วรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งและทุกอย่างขึ้นกับคะแนนเสียงนั้น ก็จะอ้างคนจนหรือกลุ่มเป้าหมายเพื่อดำเนินนโยบายในลักษณะนี้ ผลสุดท้ายก็จะเกิดภาระให้กับประเทศอย่างไม่สมเหตุสมผล ซึ่งความเสียหายจากโครงการรับจำนำข้าวถือเป็นตัวอย่างที่กระจ่างชัดว่าถึงเวลาที่สังคมไทยต้องมีกติกาคุมรัฐบาล