ดาบสองคมนโยบายปราบคอร์รัปชัน

ดาบสองคมนโยบายปราบคอร์รัปชัน

รัฐบาลเริ่มวางกรอบการทำงาน และจะเริ่มทำงานอย่างจริงจัง ตั้งแต่สัปดาห์หน้าเป็นต้นไป หลังจากแถลงนโยบาย

ในวันศุกร์นี้ โดยกรอบนโยบายและเรื่องเร่งด่วน ที่รัฐบาลจะดำเนินการตามกรอบเวลาที่กำหนดไว้ภายใน 1 ปีเริ่มปรากฏให้เห็นชัดมากขึ้น ซึ่งหากจะย้อนกลับไป ก็ถือว่าเป็นแนวนโยบายเดียวกับคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เคยประกาศไว้ เพียงแต่มีความแตกต่างในรายละเอียดบางเรื่องเท่านั้น แต่โดยรวมแล้วทุกอย่างยังเป็นไปตามแนวทางเดิม คือ ปฏิรูปประเทศในหลายด้านก่อนจะมีการเลือกตั้งทั่วไป

หากติดตามถ้อยแถลงของรัฐบาล ดูเหมือนเรื่องใหญ่สุดและเป็นประเด็นสำคัญที่สุด คือการแก้ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน เพราะเป็นที่ทราบกันอยู่แล้วว่าปัญหาคอร์รัปชันมีการกล่าวถึงกันทุกวงการ และเข้าไปเกี่ยวข้องในชีวิตประจำวันของประชาชน แต่การทุจริตคอร์รัปชันไม่เพียงแค่เรื่องของการทำผิดต่อหน้าที่ หรือประพฤติมิชอบซึ่งเป็นปลายเหตุที่เรามักได้พบเห็น เพราะการคอร์รัปชันเกี่ยวข้องกับองค์กรในสังคมและกติกาต่างๆ ในสังคมจำนวนมาก ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องง่ายนักจะแก้ปัญหาได้ในระยะเวลาอันสั้น

อย่างไรก็ตาม เท่าที่ติดตามถ้อยแถลงของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช. ในหลายโอกาส รวมทั้งคนในแวดวงรัฐบาล เป็นที่น่าเสียหายว่ามาตรการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันของรัฐบาลนั้นจะมีอะไรบ้างในรายละเอียด เพราะที่เราได้ยินได้ฟังมานั้นก็เป็นเพียงหลักการกว้างๆ หรือการกล่าวถึงปัญหาที่เกิดขึ้น ซึ่งโดยทั่วไปคนไทยได้รับรู้กันแทบทุกวันอยู่แล้ว เพียงแต่คนไทยรู้สึกว่าทำไมยังไม่สามารถแก้ปัญหาคอร์รัปชันได้ จนหลายคนคิดว่าคงเป็นไปไม่ได้ เพียงแต่ต้องควบคุมในวงจำกัดเท่านั้น

นโยบายเกี่ยวเนื่องกับปัญหาคอร์รัปชัน และมักจะพูดกันเหมือนเป็นเรื่องเดียวกัน คือ การปฏิรูประบบราชการ เป็นเรื่องใหญ่ที่พูดกันมานานหลายสิบปีเช่นเดียวกัน และที่ผ่านมา รัฐบาลหลายยุคหลายสมัยพยายามปฏิรูปการทำงานระบบราชการให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วยวิธีการต่างๆ ทั้งการกระจายอำนาจ หลักการประเมินผล แต่การทุจริตคอร์รัปชันก็ดูเหมือนรุนแรงขึ้นและทุกเรื่องหากเกิดการทุจริตในโครงการของรัฐ ก็มักจะมีคนในแวดวงราชการเข้าไปเกี่ยวข้องเสมอ เท่ากับว่าระบบราชการเป็นส่วนหนึ่งของปัญหานั่นเอง

อันที่จริง หากจะพูดถึงการแก้ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันในสังคมไทย ทุกรัฐบาลพยายามแก้ปัญหานี้มาอย่างต่อเนื่อง ทั้งรัฐบาลที่มาจากทหารและมาจากการเลือกตั้ง ซึ่งอาจเป็นสูตรสำเร็จเช่นเดียวกันในการเข้ามามีอำนาจของทุกรัฐบาลที่ต้องประกาศนโยบายเรื่องนี้ แต่ในที่สุดแล้ว ก็ยากมากในการแก้ปัญหาและหลายรัฐบาลมักจะจบลงด้วยการคอร์รัปชันของคนในรัฐบาลเอง จนมีคำกล่าวว่าวัฒนธรรมการทุจริตคอร์รัปชันนั้น มันฝังตัวอยู่ในระบบอำนาจของสังคมเอง จึงเป็นเรื่องยากในการแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลง

ในเมื่อรัฐบาลนี้ประกาศปฏิรูปประเทศครั้งใหญ่ เราก็อยากเห็นเช่นเดียวกันว่านโยบายแก้ปัญหาคอร์รัปชันประสบความสำเร็จ หรืออย่างน้อยก็มีแนวทางเพื่อนำไปสู่การปฏิบัติ และรัฐบาลต้องไม่ลืมบทเรียนในอดีตว่านโยบายนี้คนไทยสนับสนุนเสมอ แต่ในที่สุดแล้ว หลายรัฐบาลที่ผ่านมามักจะจบลงด้วยปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันเช่นเดียวกัน แต่หากรัฐบาลหรือคสช.สามารถทำได้ ก็จะถือได้ว่าในช่วง 1 ปีนับจากนี้ไป สังคมไทยจะถึงจุดเปลี่ยนอย่างแท้จริงและอาจเป็นสังคมที่น่าอยู่มากขึ้นเมื่อเทียบกับอดีต