ปัญหาอยู่ที่การปฏิบัติ

ปัญหาอยู่ที่การปฏิบัติ

องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) จัดงานวันต่อต้านคอร์รัปชัน 2557 เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา

โดยใช้ชื่อว่า "HAND IN HAND… ปฏิรูปการต่อสู้ เพื่อชัยชนะอย่างยั่งยืน” ซึ่งเป็นปีที่ 4 ที่เริ่มรณรงค์ต่อต้านคอร์รัปชัน โดยตั้งประเด็นใหญ่เพื่อระดมความคิดหาทางออกให้กับประเทศไว้ 3 ประเด็น คือ 1. การปฏิรูปการเลือกผู้แทนราษฎร เพื่อเลือกคนดี คนสุจริต เข้ามาบริหารประเทศ 2. การปฏิรูประบบการจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยงานราชการ และ 3. การปฏิรูปการต่อสู้คอร์รัปชัน เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันของประเทศ

การรณรงค์ขององค์กรต่อต้านคอร์รัปชันที่ทำต่อเนื่องมานาน ได้กระตุ้นให้สังคมเริ่มตื่นตัวมากขึ้น และเริ่มตระหนักว่า การคอร์รัปชันสร้างผลเสียหายในระยะยาวต่อสังคมมากเพียงใด ซึ่งหากย้อนกลับไปในช่วงที่ภาคเอกชนรวมตัวกันเพื่อต่อต้านคอร์รัปชันเมื่อหลายปีก่อน จะเห็นได้ว่าการทุจริตในสังคมไทยเริ่มหนักขึ้นจนสร้างภาระกับส่วนอื่นของสังคมมากเกินกว่าที่จะรับได้ อาทิ มีการพูดถึงเงินใต้โต๊ะขยับขึ้นไปที่ระดับ 30-40% เป็นต้น ซึ่งถือว่าเป็นระดับที่สูงมากจนกระทบต่อบริการประชาชนของภาครัฐ

อย่างไรก็ตาม ประเด็นการรณรงค์ขององค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน ที่กระทำอย่างต่อเนื่องดูเหมือนจะได้ผลให้เกิดการตื่นตัวในสังคม แต่การแก้ปัญหาคอร์รัปชันอย่างได้ผลนั้นยังเป็นประเด็นที่ตั้งไว้ว่าทำได้จริง หรือช่วยลดปัญหาคอร์รัปชันในสังคมได้มากน้อยแค่ไหน นั่นคือเราต้องตั้งคำถามในทางปฏิบัติว่าการร่วมลงนามหรือบันทึกความเข้าใจที่ผ่านมา มีทั้งหน่วยงานรัฐและเอกชนนั้น สามารถนำไปสู่การแก้ปัญหาการคอร์รัปชันได้หรือไม่ และหากยังไม่สามารถแก้ได้ อะไรคือปัญหาที่แท้จริงของการคอร์รัปชัน

อันที่จริง ผลกระทบจากการคอร์รัปชันต่อสังคมนั้น มีการศึกษาและพูดถึงกันมานานหลายสิบปี ซึ่งไม่เพียงแต่ประเทศไทยเท่านั้น ยังรวมถึงประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ ที่มีระดับการพัฒนาใกล้เคียงกับไทย หากจะกล่าวถึงปัญหาคอร์รัปชันอย่างรอบด้านแล้ว ก็แทบจะไม่สามารถกล่าวได้อย่างรอบด้าน หรือ หาสาเหตุที่แท้จริงได้อย่างกระจ่างชัดว่าอะไรกันแน่คือต้นตอปัญหา เช่น วัฒนธรรมการเมืองแบบความสัมพันธ์อุปถัมภ์ก็ถูกมองว่าเป็นต้นตอสำคัญ หรือแม้แต่วัฒนธรรมแบบเดิมของไทยก็เห็นว่าเป็นต้นตอปัญหาเช่นเดียวกัน

ในบางกรณีก็เห็นว่าปัญหาความไม่เท่าเทียม หรือความเป็นธรรมทางสังคม ที่มีการกล่าวถึงกันมาในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมานั้น ก็ถูกมองว่าเป็นสาเหตุหนึ่งของปัญหาคอร์รัปชันเช่นเดียวกัน หรือแม้แต่การเมืองที่เงินเข้ามามีบทบาทสูงอย่างมาก ก็เห็นว่าเป็นต้นตอปัญหา นั่นเท่ากับว่าหากเราจะกล่าวถึงการคอร์รัปชันในแวดวงการเมืองแล้ว เราก็ไม่อาจชี้ชัดลงได้ว่าต้นตอปัญหาอยู่ตรงไหนกันแน่ บางคนอาจกล่าวโทษระบบการเมือง บางคนอาจกล่าวโทษประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ประหนึ่งว่าการกล่าวถึงคอร์รัปชันก็ไม่ต่างจากตาบอดคลำช้าง

เราเห็นว่าขณะนี้สังคมมีการตื่นตัวมากพอสมควรต่อปัญหาคอร์รัปชัน และรู้ว่าปัญหาคืออะไร รวมทั้งผลกระทบที่เกิดขึ้น ซึ่งที่ผ่านมา เรามักจะเข้าไปดูแลเรื่องกฎหมายในการควบคุม จนปัจจุบันมีกฎหมายมากมายที่สามารถเอาผิดได้แม้แต่เป็นความผิดเล็กน้อย ซึ่งประเด็นการแก้ปัญหานี้เราอาจจำเป็นต้องมองก้าวให้พ้นประเด็นเรื่องกฎกติกาทางสังคม เพราะเรามีกันมากมายแล้ว จากนี้ไปเราอาจต้องหากลไกการทำงานในเชิงปฏิบัติ เพราะปัญหาขณะนี้ไม่ใช่เรื่องความเข้าใจปัญหาคอร์รัปชัน แต่เป็นเรื่องการปฏิบัติเพื่อป้องกันคอร์รัปชัน