เรื่องของเมืองน่าอยู่...

เรื่องของเมืองน่าอยู่...

ณ วันนี้ ถ้าไม่พูดถึงเรื่องปฏิรูป ก็ดูจะไม่ทันสมัย เพราะอะไรๆ ก็ต้องปฏิรูป ได้เวลาปฏิรูปในเรื่องต่างๆ มากมาย

เฉพาะเท่าที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติกำหนดไว้ก็มีแล้ว 11 กลุ่ม แต่ละกลุ่มก็น่าจะครอบคลุมในเรื่องต่างๆ ที่สมาชิกสภาปฏิรูปคงจะต้องหยิบยกมาอภิปรายในรายละเอียด

มีเรื่องหนึ่งที่เคยพูดถึงมาครั้งสองครั้งก่อนหน้านี้คือ “การสร้างชุมชนเมืองน่าอยู่” เรื่องนี้มีหลายมิติ อาจอยู่ในกลุ่มของการปฏิรูปด้านสังคม จิตวิทยา หรืออาจจะเป็นด้านสาธารณสุข และอาจจะเกี่ยวข้องด้านอื่นๆ ด้วยอาทิด้านคมนาคมหรือผังเมืองเป็นต้น หรือด้านอื่นๆ อีกหลายด้าน แต่เป็นเรื่องที่น่าคิดว่าเราควรจะหยิบยกขึ้นมาพูดกันหรือไม่ในการปฏิรูปครั้งนี้

ฝรั่งมีคำพูดหนึ่งว่า Sound Mind in Sound Body หรือแปลเป็นไทยได้ว่า จิตใจที่ดีอยู่ภายใต้สุขภาพกายที่แข็งแรง เรื่องของสุขภาพกายและสุขภาพจิตเป็นเรื่องที่มีความสำคัญ ทุกคนทราบดีอยู่แล้ว แต่จะทำอย่างไร โดยเฉพาะคนไทยในเมืองใหญ่ที่คนจำนวนมากต้องตีนถีบปากกัดเอาตัวรอดไปวันๆ ในขณะที่คนอีกจำนวนหนึ่งมีชีวิตความเป็นอยู่ที่น่าอิจฉา เป็นคนจำนวนน้อยที่คนจำนวนมากเฝ้ามองอยู่ในใจ

การยกระดับรายได้ของประชาชนผู้มีรายได้น้อยเป็นเป้าหมายของรัฐแน่นอน แต่จะทำอย่างไร ผู้มีรายได้น้อยที่วุ่นวายกับการทำมาหาเลี้ยงชีพ พยายามสร้างตัวโดยบางครั้งก็อยู่ในกฎกติกาของสังคมที่อยู่ร่วมกัน แต่ก็มีจำนวนมากที่รุกล้ำเข้าไปเป็นส่วนเกินและสร้างปัญหาให้กับสังคม

ตัวอย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัดเจนก็คือ การค้าขายบนทางเท้าของเหล่าแม่ค้าพ่อค้าที่ยังไม่มีรัฐบาลไหนแก้ปัญหาจัดระเบียบได้อย่างถาวรและสมบูรณ์แบบ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ ก็เป็นคณะผู้บริหารกลุ่มหนึ่งที่พยายามจัดระเบียบเรื่องนี้ ความกระทบกระทั่งระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐที่เข้ามาจัดระเบียบกับเหล่าผู้ค้าขายเกิดขึ้นทุกวันเหมือนแมวไล่จับหนู พอแมวไม่อยู่หนูก็ออกมาหาอาหารอีก วนเวียนไม่สิ้นสุด

บางทีอาจจะถึงเวลาที่เราจะร่วมกันหาทางออกวิธีอื่นที่นอกเหนือจากการจัดระเบียบทางเท้าอย่างเดียว นั่นคือ ทำอย่างไรให้เรามีพื้นที่หรือทางมากขึ้น ในเส้นทางเดียวกัน โดยคนค้าขายก็ยังสามารถทำมาค้าขายริมถนนได้โดยไม่ต้องมีการกระทบกระทั่งกับคนเดินเท้า และทำให้บ้านเมืองเราเป็นเมืองน่าอยู่มากขึ้น

สิ่งที่กำลังเสนอก็คือการสร้างฟุตบาทลอยฟ้า หรือบาทวิถียกระดับ (Elevated Sidewalk) ในเมืองใหญ่ บาทวิถียกระดับน่าจะเป็นเรื่องที่มีความเป็นไปได้ในเกือบทุกพื้นที่ของเมืองใหญ่ ทั้งนี้เพราะบาทวิถียกระดับใช้พื้นที่เดียวกันกับบาทวิถีที่ประชาชนคนเดินถนนสามารถเดินเท้าโดยไม่ต้องผ่านร้านค้าริมทาง การยกระดับจะช่วยให้ลดปัญหาการที่ประชาชนต้องเสี่ยงกับการเดินริมถนนที่อาจเกิดอุบัติเหตุถูกรถเฉี่ยวชนได้ การที่อยู่ในจุดที่สูงทำให้มองเห็นจุดหมายที่จะไปถึงและกำหนดระยะเวลาได้แน่นอนขึ้น ยิ่งถ้าสามารถทำให้บาทวิถียกระดับเป็นเลนจักรยานได้ด้วย ก็จะเป็นการอำนวยความสะดวกสำหรับผู้ที่ใช้จักรยานในการเดินทาง ทั้งสะดวก ปลอดภัย รวดเร็ว ไม่เสี่ยงอันตรายบนท้องถนนที่รถยนต์วิ่ง แล้วก็ทำให้เกิดภูมิทัศน์ที่น่ามอง สรุปได้ว่าจะทำให้เมืองใหญ่เป็นเมืองน่าอยู่ขึ้นมากเลยทีเดียว

บาทวิถียกระดับเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้โดยต้นทุนค่าใช้จ่ายในการดำเนินการก่อสร้างไม่สูงเนื่องจากเป็นพื้นที่เดียวกับบาทวิถีด้านล่าง ไม่ต้องเวนคืนพื้นที่ ยิ่งถ้ามีหลังคาที่คุ้มแดดคุ้มฝนได้ด้วย บาทวิถียกระดับสามารถสานฝันให้ประชาชนใช้บริการได้ตลอดเวลายิ่งกว่าการเดินในบาทวิถีข้างล่าง บาทวิถียกระดับ ถึงแม้จะเรียกว่ายกระดับก็สามารถปรับในรูปแบบอื่นได้เช่นอาจมีการสร้างอุโมงค์เชื่อมต่อหรือแม้กระทั่งการใช้พื้นราบในบางส่วนของเส้นทางในกรณีที่มีพื้นที่เพียงพอ เหมือนรถไฟฟ้าที่อาจมีบางส่วนของเส้นทางบนพื้นราบ บางส่วนยกระดับ และบางส่วนอยู่ใต้ดิน เป็นไปได้ทั้งนั้น

เหตุผลหนึ่งที่เสนอความคิดนี้ก็เนื่องจากมองเห็นว่าวิถีชีวิตของคนเมืองใหญ่ โดยเฉพาะกรุงเทพมหานคร มีประชาชนอยู่อาศัยจำนวนมาก และจำนวนไม่น้อยที่มีวิถีชีวิตอยู่กับการทำมาค้าขายโดยอาศัยพื้นที่เล็กๆ บริเวณทางเท้า ขายสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นต่อชีวิตประจำวันที่เหมาะสมกับการดำรงชีวิตของผู้มีรายได้น้อย เหล่าพนักงานลูกจ้างแม้จะเป็นพนักงานออฟฟิศมีเงินเดือน แต่ด้วยรายได้ที่ไม่มาก พนักงานเหล่านั้นไม่สามารถใช้จ่ายกับการกินอาหารในร้านที่อยู่ในห้างได้ทุกวัน การอนุโลมให้ร้านอาหารริมทางสามารถให้บริการอาหารราคาไม่แพง สะดวกในการเดินทาง ย่อมมีส่วนให้ประชาชนผู้มีรายได้น้อยมีความสะดวกสบายมากขึ้น และแน่นอน สภาพจิตใจก็น่าจะดียิ่งขึ้น และก็น่าจะมีผลไปถึงสุขภาพทางกายที่ควรจะดีขึ้นเพราะลดระดับความเครียดลงไปได้เยอะ

การสร้างเลนจักรยานบนบาทวิถียกระดับก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจ เพราะถนนในเมืองใหญ่บ้านเราไม่มีพื้นที่พอสำหรับเจียดให้เป็นเลนจักรยาน วิถีชีวิตของคนทำงานในเมืองใหญ่หนีไม่พ้นกับการเดินทางด้วยรถโดยสารไม่ว่ารถเมล์ประจำทาง รถไฟฟ้า รถแท็กซี่ ที่นอกเหนือจากรถบ้านส่วนตัว กิจกรรมบางอย่างเช่น การรวมกันเดินทางด้วยรถคันเดียวกันก็ดี หยุดการใช้รถยนต์บางวันก็ดี สิ่งเหล่านี้ไม่มีผลในการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตคนเมืองได้อย่างถาวร อย่างมากก็เป็นการจุดประกายให้เข้ากับสังคมโลกในชั่วระยะเวลาหนึ่ง หลังจากนั้นก็จะกลับมาเหมือนเดิม

ในโลกแห่งความเป็นจริง การทำให้บ้านเมืองเป็นเมืองน่าอยู่เป็นเรื่องยากยิ่งเพราะต้องเกี่ยวข้องกับคนจำนวนมาก โดยเฉพาะประชาชนคนไทยที่มีวิถีชีวิตแบบไทยๆ เช่นนี้ จนเป็นที่รับรู้ของนักท่องเที่ยวต่างชาติว่ามาเมืองไทยจะพบเรื่องเหล่านี้ อาหารริมทางหลายประเภทไม่ว่าส้มตำไก่ย่าง ผัดไทย ก๋วยเตี๋ยวเรือ (แต่อยู่บนบก) ผัดซีอิ๊ว และแม้กระทั่งอาหารจานเดียวเช่นข้าวราดแกง มัสมั่น กลายเป็นสิ่งที่ถูกบอกต่อในโลกออนไลน์ ที่นักท่องเที่ยวรับรู้

สิ่งที่ผู้บริหารเมืองใหญ่ควรพิจารณาจึงไม่ใช่การยกเลิกการค้าขายริมทางอย่างสิ้นเชิง แต่จะทำอย่างไรให้การค้าขายริมทางเป็นเรื่องที่สะอาด ถูกสุขลักษณะ ไม่สร้างมลพิษ ไม่มีผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมทั้งทางกลิ่น ทางตาและทางเสียง ประชาชนคนค้าขายมีความสุข ยิ้มแย้มแจ่มใส ใส่ใจลูกค้า เพราะนี่คือวิถีชีวิตของคนเมืองใหญ่บ้านเรา เมื่อเราเปลี่ยนไม่ได้ เราก็ไม่ต้องเปลี่ยน แต่ปรับปรุงให้ดีขึ้น และทำให้บ้านเมืองเราเป็นเมืองน่าอยู่อย่างถาวร