นักธุรกิจไทยในสายตานักธุรกิจเอเชีย

นักธุรกิจไทยในสายตานักธุรกิจเอเชีย

ทุกปี ทาง "เวิลด์ อีโคโนมิค ฟอรัม" จะเผยแพร่ผลการจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศต่างๆ

รวมถึงประเทศไทยด้วย ผลการจัดอันดับในปีนี้ ถือเป็นข่าวดีที่พอจะยิ้มได้บ้าง เพราะอันดับของไทยขยับขึ้นมาเป็นอันดับที่ 31 ดีกว่าปีก่อนซึ่งเราอยู่อันดับที่ 36 แต่ก็ยังตามหลังสิงคโปร์และมาเลเซียอยู่พอสมควร สะท้อนให้เห็นว่า นักธุรกิจบ้านเรายังมีการบ้านที่ต้องทำอีกเยอะ ถึงจะสู้กับเขาได้สมน้ำสมเนื้อ

เพื่อสะท้อนจุดแข็งและข้อควรปรับปรุงของนักธุรกิจไทย ศูนย์วิจัย มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ จึงได้สำรวจคิดเห็นของนักธุรกิจ 5 ชาติในเอเชียที่ทำธุรกิจอยู่ในประเทศไทยไม่น้อยกว่า 1 ปี ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย และมาเลเซีย จำนวน 660 คน เกี่ยวกับทัศนคติที่พวกเขามีต่อนักธุรกิจไทยและอุตสาหกรรมดาวรุ่งในช่วง 5 ปีข้างหน้า

เมื่อสอบถามถึงข้อดีของนักธุรกิจไทยพบว่า 29.1% ระบุว่า มีความยืดหยุ่นในการทำงานสูง 20.5% มีความคิดสร้างสรรค์ 18.4% เข้ากับคนอื่นได้ดี 15.3% มีความสุภาพ 12.2% ไม่เห็นแก่เงินเพียงอย่างเดียว และอีก 4.5% เป็นเรื่องอื่นๆ ผลที่ได้ ชี้ให้เห็นว่านักธุรกิจไทยมีความคล่องตัวในการทำงานสูง สามารถรับมือกับปัญหาเฉพาะหน้าได้ดีในระดับหนึ่ง และมีทักษะในการสร้างมนุษยสัมพันธ์ คุณสมบัติเหล่านี้เป็นแต้มต่อสำหรับการทำธุรกิจในอาเซียนและเอเชีย

อย่างไรก็ตาม เมื่อสอบถามถึงสิ่งที่ควรปรับปรุงของนักธุรกิจไทย 23.7% ระบุว่า ขาดการมองการณ์ไกล 20.2% ทักษะด้านภาษา 13.4% ไม่กล้าคิดการใหญ่ 12.4% ไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง 11.8% ไม่กล้าลองผิดลองถูก 10.5% ไม่กล้าแสดงความคิดเห็น/ไม่กล้าเจรจาต่อรอง 5.2% ไม่ตรงต่อเวลา และอีก 2.8% เป็นเรื่องอื่นๆ ข้อควรปรับปรุงเหล่านี้คือปัจจัยที่ทำให้ธุรกิจไทยเกิดได้แต่ไม่โต หากเป็นสถานการณ์ปกติ ก็ไม่ค่อยจะมีปัญหาอะไร แต่เมื่อใดที่ต้องเจอกับการแข่งขัน โดยเฉพาะการแข่งขันจากคู่แข่งหน้าใหม่จากต่างประเทศซึ่งมีชั่วโมงบินสูง ก็จะเจอปัญหาในการปรับตัว จนต้องเสียท่ากลายเป็นไก่รองบ่อนไปในที่สุด ยิ่งการแข่งขันรุนแรงมากขึ้นเท่าไหร่ จุดด้อยก็จะยิ่งมีโอกาสเป็นจุดตายมากขึ้นเท่านั้น

สำหรับความเห็นเกี่ยวกับอุตสาหกรรมดาวรุ่งของไทยในช่วง 5 ปี ข้างหน้า 31.5% ระบุว่า เกษตรและอาหาร 21.2% ท่องเที่ยว 20.1% ยานยนต์และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง 16.7% สุขภาพและบริการด้านสุขภาพ 8.3% หัตถกรรมและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง และอีก 2.2% เป็นอุตสาหกรรมอื่นๆ เช่น บันเทิง การจัดประชุมสัมมนา เป็นต้น

เมื่อให้ประเมินถึงระดับความสำคัญของภาษาที่ใช้ในการทำธุรกิจในเอเชีย โดยให้คะแนนตั้งแต่ 1 (สำคัญน้อยที่สุด) จนถึง 10 (สำคัญมากที่สุด) พบว่า ภาษาจีนได้คะแนนมากที่สุด 9.45 คะแนน อันดับสอง ภาษาอังกฤษ 9.43 คะแนน อันดับสาม ภาษาญี่ปุ่น 8.24 คะแนน อันดับสี่ ภาษาอินโดนีเซีย-มลายู 8.11 คะแนน อันดับห้า ภาษาเกาหลี 7.33 คะแนน

เมื่อสอบถามเฉพาะนักธุรกิจชาวจีนว่าความสามารถในการสื่อสารและความเข้าใจวัฒนธรรมจีนมีผลต่อการตัดสินใจว่าจะทำธุรกิจด้วยหรือไม่ ได้ผลดังนี้

ด้านการสื่อสารด้วยภาษาจีน 80.9% ระบุว่า มีผลเป็นอย่างมากต่อการตัดสินใจว่าจะทำธุรกิจด้วยหรือไม่ 17.1% มีผลบ้าง และอีก 2.0% ไม่มีผลเลย

ด้านความรู้ความเข้าใจวัฒนธรรมจีน 85.8% ระบุว่า มีผลเป็นอย่างมาก 10.2% มีผลบ้าง และอีก 4.0% ไม่มีผลเลย

จะเห็นได้ว่า ในสายตาของนักธุรกิจเอเชีย นักธุรกิจไทยมีศักยภาพที่น่าสนใจหลายด้าน แต่ไม่สามารถนำมาใช้ได้อย่างเต็มที่เพราะเรื่องที่ต้องปรับปรุงเยอะไม่แพ้กัน หากสามารถลดข้อด้อยเหล่านี้ลงได้ เราคงได้เห็นนักธุรกิจไทยออกไปโลดแล่นในเวทีโลกมากขึ้น โดยเฉพาะในประเทศจีนและอาเซียน ซึ่งเป็นตลาดที่มีศักยภาพสำหรับธุรกิจไทย นอกจากนี้แล้ว หากนำจำนวนคนจีนในประเทศจีนที่มีประมาณ 1,350 ล้านคน มารวมกับจำนวนคนจีนในประเทศอื่นๆ ทั่วโลกอีกไม่น้อยกว่า 200 ล้านคน ก็อาจกล่าวได้ว่า ภาษาจีนคือภาษาแห่งโอกาสเช่นเดียวกับภาษาอังกฤษ