ผมติดตามข่าวจากเนย์ปิดอว์ เมืองหลวงพม่า ในการประชุมสุดยอดรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน เมื่อสัปดาห์ก่อน
ด้วยความจดจ่อที่รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐกับจีน ต่างก็พยายามจะหาเสียงกับสมาชิกอาเซียนทั้ง 10 ประเทศ
“จอห์น แคร์รี่” จากวอชิงตันไปถึงพม่าก็ประกาศขอให้มีการ “แช่แข็งการกระทำยั่วยุในทะเลจีนใต้” เพื่อลดความตึงเครียดในภูมิภาคนี้
“หวังอี้” จากปักกิ่งไปถึงก็เรียกร้องให้มีการเร่งรัดคำประกาศ ว่าด้วยหลักปฏิบัติเพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งในทะเลจีนใต้ที่เรียกว่า Declaration of Code of Conduct ที่ยังไม่ไปถึงไหน
ข้อเสนอของสหรัฐไม่ได้รับการบรรจุในวาระการประชุมของรัฐมนตรีอาเซียน ขณะที่ข้อเสนอของจีนก็ได้รับการกล่าวถึงพอเป็นพิธี
ทุกอย่างยังเหมือนเดิม คือข้อพิพาทระหว่างจีนกับเวียดนามและฟิลิปปินส์ยังไม่ได้รับการแก้ไขเยียวยาแต่อย่างใด
ข้อสรุปของผมคือ อาเซียนไม่มีเอกภาพเรื่องทะเลจีนใต้ จึงทำให้จีนสามารถดำเนินนโยบายต่อแต่ละสมาชิกอาเซียนตามแนวทางที่ตนต้องการ
สมาชิกอาเซียนมีท่าทีต่อจีนที่แตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด
เวียดนามกับฟิลิปปินส์เผชิญหน้ากับจีนและหันไปหาสหรัฐ เพื่อถ่วงดุลอำนาจกับมังกรจีน
มาเลเซียกับบรูไนซึ่งก็อ้างสิทธิ์เหนือหมู่เกาะพาราเซลและสแปรตเลย์ทับซ้อนกับจีน แต่ก็ไม่ได้ออกมาปะฉะดะกับปักกิ่งเหมือนเวียดนามและฟิลิปปินส์ เพราะต้องการหลีกเลี่ยงความตึงเครียดกับยักษ์ใหญ่แห่งเอเชีย
ส่วนไทย กัมพูชา และลาว ถูกมองว่ามีความสนิทสนมกับจีน และไม่มีกรณีพิพาทกับปักกิ่ง จึงมักจะไม่แสดงจุดยืนเรื่องทะเลจีนใต้ในทางที่ทำให้จีนขุ่นเคือง
อินโดนีเซียซึ่งเป็นประเทศใหญ่ที่สุดของอาเซียน แสดงท่าทีค่อนข้างอยู่ตรงกลาง
สิงคโปร์มีแนวทางของตัวเองเสมอ ในกรณีทะเลจีนใต้ ได้แสดงตนเข้าใจจีน เห็นใจเพื่อนอาเซียน และยืนยันว่าจะต้องรักษาเส้นทางเดินเรือเพื่อไม่ให้กระทบการค้าระหว่างประเทศ
ส่วนพม่านั้นมีความเกี่ยวพันกับจีนมายาวนาน ทั้งที่หวานชื่นและขมขื่น จึงดูเหมือนจะยังพยายามหาจุดยืนในเรื่องนี้ ขณะที่ตัวเองก็ยังอยู่ในขั้นตอนของการปรับตัวให้เข้ากับบรรยากาศประชาธิปไตยของตน
อาเซียนถูกวางตัวอยู่ตรงกลางระหว่างแนวทาง “ปักหมุดเอเชีย” ของประธานาธิบดีบารัก โอบามากับยุทธศาสตร์ “ผูกมิตร, แยกศัตรู” ของประธานาธิบดีสีจิ้นผิงของจีน
เพราะผลประโยชน์ที่แตกต่างกันระหว่างสมาชิกอาเซียน และความเกรงอกเกรงใจต่อจีนในระดับที่ไม่เหมือนกัน จึงทำให้อาเซียนขาดเอกภาพและนี่คือปัญหาใหญ่ที่ทำให้อำนาจต่อรองของอาเซียน ในฐานะเป็นกลุ่มก้อนสำคัญในภูมิภาคนี้ดูอ่อนเปลี้ยเพลียแรงไปถนัดตา
เคยแตกกันถึงขั้นที่กัมพูชาในฐานะเจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอดผู้นำไม่ยอมใส่เนื้อหาเกี่ยวกับกรณีพิพาทกับจีนในแถลงการณ์ร่วมจนฟิลิปปินส์ต้องออกมาประท้วง จนเกิดความระหองระแหงในความรู้สึกระหว่างกันจนถึงวันนี้
เพราะอาเซียนบางประเทศสงสัยว่าจีนใช้อิทธิพลหลังบ้านกดดันนายกฯฮุนเซน ขณะที่เจ้าของบ้านอ้างว่าเขาไม่ต้องการให้แถลงการณ์อาเซียนเป็นชนวนแห่งความขัดแย้งโดยไม่จำเป็น
ผมยังยืนยันว่าไทยเราจะต้องเร่งสร้าง “การทูตด้านรุก” เพื่อเป็นผู้ประสานระหว่างอาเซียนกับจีนด้านหนึ่ง, และอาเซียนกับสหรัฐ อีกด้านหนึ่ง เพื่อให้เกิดดุลยภาพแห่งอำนาจในภูมิภาคนี้อย่างยั่งยืน
ทั้งป้องกันไม่ให้ความขัดแย้งในทะเลจีนใต้บานปลายกลายเป็นสงครามย่อย ๆ และส่งเสริมให้หาทางออกอย่างสันติด้วยการเจรจาและเคารพในสิทธิของกันและกัน









