วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ก้าวคืบอาเซียนของอินเดีย ด้วยนโยบายมุ่งตะวันออก

แม้ว่านโยบายมุ่งตะวันออก ของอินเดียจะมีมานานตั้งแต่ปี 2534 แล้วก็ตามแต่ดูเหมือนว่าพึ่งจะมาแรงไม่กี่ปีมานี้เอง

อินเดียกำลังทดแทนสองทศวรรษที่หายไปด้วยการเกาะเกี่ยวที่กระชับและบังเกิดผลสำเร็จมากขึ้น ในหลายประเทศอาเซียนนั้นภารตะได้ลงหลักปักฐานในหลายด้าน และเดินเครื่องแข่งขันอิทธิพลกับเจ้าตลาดเดิมอย่างจีนและสหรัฐ ฯ บ้างแล้ว การมุ่งเกาะเกี่ยวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างจริงจังของอินเดียในยุคถัดไปนี้น่าจะเป็นสิ่งที่ดีสำหรับไทยไม่เพียงแต่ประโยชน์ด้านการค้าการลงทุน แต่เป็นการถ่วงดุลยุทธศาสตร์โดยใช้สองมหาสมุทรด้วย

ตอนนั้นที่อินเดียเลิกระบบเศรษฐกิจแบบสังคมนิยม โดดเป็นไปเศรษฐกิจแบบทุนนิยมเสรีประชาธิปไตยเต็มตัว Man Mohan Singh รัฐมนตรีเศรษฐกิจผู้วางแผนนี้มองแล้วว่าลำพังอินเดียอยู่แต่กรอบแขกของสมาคมความร่วมมือแห่งภูมิภาคเอเชียใต้ หรือ SAARC นั้นไม่ไหวแน่ เพราะแต่ละประเทศล้วนแต่มีเศรษฐกิจที่เล็กจ้อยและต้องพึ่งพาอินเดีย ประเทศใหญ่ขนาดประชากรพันล้านต้องการบ่อที่ใหญ่กว่าและการใช้ศักยภาพที่มีอย่างเต็มที่แสวงหาประโยชน์ที่สดใสกว่า มานโมฮันมองไปที่อาเซียนว่าน่าจะสามารถตอบโจทย์ของตนได้ หลายชาติยามนั้นเป็นประเทศเศรษฐกิจที่สดใส สิงคโปร์ไม่ต้องพูดถึง ไทยกับมาเลเซียกำลังจะกลายเป็นประเทศอุตสาหกรรมใหม่หรือ NICS อินโดนีเซียมิตรหลักของอินเดียในกลุ่มผู้ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดนั้นก็มีเสถียรภาพสูง นอกจากนี้อาเซียนยังเป็นประตูไปสู่เกาหลีใต้และญี่ปุ่นที่รุ่งเรืองกว่าอีกด้วยนโยบายมุ่งตะวันออกเกิดมาเพราะเหตุผลด้านเศรษฐกิจเป็นหลัก

แต่มีหลายปัจจัยที่ทำให้นโยบายนี้เดินไปได้ช้าเหลือเกิน ไม่ว่าจะเป็นการผันผวนของอาเซียนกันเองที่พลิกเสียหลายตลบด้วยวิกฤติต้มยำกุ้งในอีกไม่กี่ปีถัดมา แต่ที่น่าสนใจคืออินเดียเองก็เดินเกมเสียเนิบช้า เกาะเกี่ยวแบบเป็นขั้นเป็นตอนเกินไป และหลายต่อหลายอย่างไม่ได้รับการผลักดันอย่างต่อเนื่องในภาคปฏิบัติอย่างจริงจัง ส่วนหนึ่งเพราะเศรษฐกิจอินเดียในยุคทศวรรษ 30 - 40 ไม่ได้พุ่งแรง ต่างจากจีนทีทะยานฟ้า และทำให้ชาติอาเซียนต้องพึ่งพาจีนมากขึ้นตามกรอบเกาะเกี่ยวที่หลากหลาย

แต่เมื่อมานโมฮันขึ้นเป็นผู้กุมบังเหียนรัฐบาลนิวเดลีเสียเองตั้งแต่ปี 2547 และเศรษฐกิจอินเดียสดใสมาก เอเชียตะวันออกเฉียงใต้จึงได้เห็นว่าอินเดียรุกเข้ามาเกาะเกี่ยวด้วยทั้งพหุภาคีและทวิภาคี ในภาคที่มิใช่การค้าการลงทุนก็เกิดภาคปฏิบัติเห็นชัด

ในกรอบพหุภาคีที่เด่นสุดคืออินเดียเข้าร่วมเป็น ASEAN + 6 เป็นคู่เจรจาเจ้าประจำที่มีน้ำหนักไม่แพ้กลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกไกล โครงการที่วางโปรเจคในกรอบ Subregion อย่างเช่น BIMSTEC และโครงการเชื่อมเส้นทางคมนาคมทางตะวันออกมาถึงไทยนั้นก็เป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น เช่น ทางถนนเชื่อมจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่ไม่เจริญมากันพม่าเข้าสู่ไทยเพื่อเชื่อมตลอดอาเซียน และทางทะเลข้ามอ่าวเบงกอล เชื่อมเมืองท่า Monglaของบังกลาเทศ เข้ากับ Arakanของพม่า เป็นทางลำเลียง เป็นต้น ทั้งนี้อินเดียหวังจะสร้าง Economic Corridor เพื่อให้เศรษฐกิจเดินหน้าเร็วขึ้น ในด้านวัฒนธรรมเชิงโบราณคดี อินเดียมีความร่วมมือกับชาติศาสนาพุทธ คือ ไทย อินโดนีเซีย สิงคโปร์และเวียดนาม หรือ ในด้านความมั่นคง อินเดียมีการจัดการฝึกทางเรือร่วมกับอาเซียนในกรอบ MILAN มาตั้งแต่ปี 2538 แต่พึ่งเข้ามาร่วมฝึกในทะเลจีนใต้และกรอบอย่าง ADMM + ในยุคมานโมฮัน นี่เองซึ่งเป็นการถ่วงดุลจีนอย่างชัดแจ้ง

ในกรอบทวิภาคีนั้นดูก้าวหน้ามากกว่าพหุภาคีเสียอีก ด้านการทหาร อินเดียมีการฝึกทางทะเลกับสิงคโปร์ ไทย และอินโดนีเซีย และเมื่อไม่นานมานี้ได้มีการเจรจาด้านความช่วยเหลือกับฟิลิปปินส์และกัมพูชา ในด้านการค้ามาเลเซียและสิงคโปร์จะเด่นมาก เพราะทำ FTA สำเร็จ สิงคโปร์ถึงขนาดแซงหน้ามอริเชียส เป็นผู้ลงทุนอันดับหนึ่งในอินเดียไปแล้ว ในด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี อินเดียมีการจัดตั้งศูนย์อวกาศที่อินโดนีเซียและเวียดนาม มีการฝึกบุคลากรทางด้านนี้ให้ ที่น่าสนใจใกล้ไทยมากคืออินเดียไปช่วยพัฒนาข้าวในกัมพูชา เพื่อส่งข้าวออกสู่ตลาดโลกได้มากขึ้นด้วย

ยังอีกหลายความเกาะเกี่ยวที่อินเดียตั้งความหวังไว้ เช่นกลุ่มอาเซียนใหม่ CLMV ที่มีความสำคัญมากขึ้น หรือทรัพยากรที่เหลือเฟือ รวมถึงแร่ยูเรเนียมของอินโดนีเซีย ส่วนกับไทยนั้นเป็นมิตรเก่าแก่และมีชุมชนเชื้อสายอินเดียมายาวนาน แข็งแกร่ง ไม่น้อยไปกว่าชุมชนชาวทมิฬในมาเลเซีย จึงน่าที่จะมีบทบาทในการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างอาเซียนกับอินเดียมากขึ้น ในโลกที่ร้อยรัดมากขึ้นคำว่าอินโด-แปซิฟิก ได้มาแทนที่เอเชีย-แปซิฟิกแล้ว กรอบความสำคัญของสองมหาสมุทรคืออินเดียและแปซิฟิกที่เป็นเนื้อเดียวกันนั้นได้รับการถักทอ ไทยซึ่งเป็นสะพานอยู่ตรงกลางควรเตรียมความพร้อมทั้งบุคลากร กรอบถนัดที่จะเกาะเกี่ยว และสายสัมพันธ์ทางเชื้อสาย ในการแสวงประโยชน์จากศักยภาพของอินเดีย ให้มากกว่าสิงคโปร์หรือเวียดนามที่กำลังทำอยู่