วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

Macroprudential ยังไม่ใช่คำตอบสุดท้าย

สัปดาห์ที่ผ่านมาเมื่อหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ BIS (Bank for International Settlements) พูดถึง Macroprudential

แบบตรงประเด็น ผมก็อดไม่ได้ที่จะมาถ่ายทอดให้ท่านผู้อ่านทราบกัน

ก่อนอื่น ขอเกริ่นว่าทำไมต้องใช้นโยบาย Macroprudential สำหรับการบริหารเศรษฐกิจในยุคนี้ คำตอบก็คือ Microprudential หรือการใช้ออกกฎระเบียบในการบริการการปล่อยสินเชื่อให้กับลูกค้าแต่ละรายนั้น มีข้อจำกัด อยู่ 2 ประการ ได้แก่ หนึ่ง มาตรการดังกล่าวใช้กับทุกสถาบันการเงิน ไม่ว่าสถาบันการเงินเหล่านั้นเมื่อล้มลง แล้วจะก่อความเสียหายต่อเศรษฐกิจมากน้อยสักเพียงใด เสมือนกับการใช้กฎหมายจำกัดความเร็วต่อรถยนต์และรถบรรทุกด้วย Speed Limit เดียวกัน สอง มาตรการดังกล่าวใช้มาตรฐานเดียวกันไม่ว่าสถานภาพของระบบการเงินในขณะนั้นจะเป็นอย่างไรก็ตาม เสมือนกับการใช้ Speed Limit เดียวกัน ไม่ว่าท้องถนนจะมีสภาพการจราจรจะเป็นอย่างไรก็ตาม

ในทางปฏิบัติแล้วนั้น Macroprudential ใช้ได้ในลักษณะที่ลดความเสี่ยงจากความเกี่ยวพันระหว่างสถาบันการเงิน หรือ Cross Sectional อาทิ ระบบ Clearing กลาง หรือ Central Clearing Counterparties (CCP) ในการชำระเงินระหว่างสถาบันการเงิน หรือ การใช้ Capital Surcharge ต่อสถาบันการเงินที่มีความสำคัญต่อความเสี่ยงเชิงระบบของเศรษฐกิจ และ ในลักษณะที่ลดความเสี่ยงจากความผันผวนทางเศรษฐกิจในช่วงเวลาต่างๆ หรือ Time Dimension อาทิ การใช้เงินกองทุนในการลดความผันผวนจากวัฏจักรเศรษฐกิจ หรือ Countercyclical Buffer ซึ่งอย่างหลังนั้น นโยบาย Macroprudential มาสอดประสานกับนโยบายเศรษฐกิจมหภาคแบบหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทว่าก็เป็นที่ถกเถียงมากเช่นกันถึงประสิทธิภาพของการใช้นโยบายดังกล่าวเช่นกัน โดยจะขอกล่าวถึงวัตถุประสงค์ เครื่องมือ และระบบการกำกับดูแล ดังนี้

เริ่มจากวัตถุประสงค์ก่อน ซึ่งมีอยู่ 2 ประการ ได้แก่ หนึ่ง เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับเศรษฐกิจเมื่อเกิดวิกฤติแรงๆ ก็ยังสามารถกลับมาเป็นปกติได้อย่างรวดเร็ว และ สอง เพื่อที่จะจำกัดความร้อนแรงของเศรษฐกิจ ซึ่งต้องบอกว่าวัตถุประสงค์ข้อแรกทำยากกว่าข้อหลังเยอะ เนื่องจากเงินกองทุนที่สถาบันการเงินต่างๆ กันไว้ตอนที่เศรษฐกิจดีๆ อยู่ ถึงเวลาวิกฤติขึ้นมานั้น ทางการต้องใช้ฝีมืออย่างมากในการบริหารเงินทุนดังกล่าวให้สามารถช่วยเหลือเศรษฐกิจให้ฟื้นตัว ยกตัวอย่างง่ายๆ ว่า อัตราส่วนสินเชื่อต่อมูลค่าหลักประกัน หรือ Loan-to-Value ในความเป็นจริงแล้วสามารถลดปริมาณสินเชื่อในยามที่เศรษฐกิจบูมได้ดีกว่าเงินกองทุนที่กันเพิ่มในช่วงเวลาดังกล่าวเสียอีก ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการใช้ช่องโหว่ของบรรดาสถาบันการเงินต่างๆ ในการเลี่ยงที่จะดำรงเงินกองทุนในช่วงเวลานั้น

หรืออีกตัวอย่างหนึ่ง ก็คือ การสนับสนุนให้สถาบันการเงินปล่อยสินเชื่อ ในช่วงเศรษฐกิจทรุดด้วยมาตรการเงินกองทุนดังกล่าว ก็ไม่สามารถทำอย่างได้ผล เนื่องจากหลังเศรษฐกิจตกต่ำ แล้วจะไม่ค่อยจะมีอุปสงค์ต่อสินเชื่อใหม่ รวมถึงผู้กู้เดิมต่างก็ตกใจจากที่เคยคาดการณ์เศรษฐกิจเดิมไว้สวยหรูจนเกินไป ส่วนใหญ่จะจ่ายคืนหนี้ก่อนกำหนด จึงทำให้เงินกองทุนที่กันไว้ใช้ในยามยาก ไม่สามารถผลักดันให้สินเชื่อเติบโตขึ้นมาได้

แล้วก็มาถึงเครื่องมือและกลยุทธ์ของ Macroprudential นั้น การใช้การทดสอบภาวะวิกฤติแบบใช้ตัวแปรเศรษฐกิจมหภาคหรือ Macro-Stress Testing นับได้ว่าเป็นที่กล่าวถึงมากในปีที่แล้วและปีนี้ ซึ่งเครื่องมือนี้ เสมือนเป็นภาษากลางที่เชื่อมต่อระหว่างนักเศรษฐศาสตร์ ผู้จัดการด้านบริหารความเสี่ยง ผู้กำกับสถาบันการเงินและผู้บริหารของสถาบันการเงิน เพื่อที่จะเข้าใจเครื่องมือ Macroprudential ได้ตรงกัน ทว่าในความเป็นจริง การที่ทำการทดสอบภาวะวิกฤติดังกล่าวอยู่บ่อยครั้งแล้ววิกฤติจริงไม่มาเสียที ก็ทำให้เกิดความประมาทต่อเหตุการณ์ในอนาคต อีกทั้งเครื่องมือในการสร้างแบบจำลองเพื่อการทดสอบดังกล่าวก็ยังต้องได้รับปรับปรุงอีกมากกว่าจะลงตัว

ท้ายสุดในแง่ของการกำกับดูแลให้ปฏิบัติได้จริงนั้น มีจุดที่ต้องระวังอยู่ 3 ประการ ได้แก่ หนึ่ง การใช้นโยบาย Macroprudential ในการกำกับดูแลเศรษฐกิจ ในโลกแห่งความเป็นจริงแล้ว ทำได้ยากกว่าที่คิด เนื่องจากระยะเวลาระหว่างการใช้นโยบายจนถึงการออกดอกออกผลให้เห็นจริงนั้น ใช้เวลานาน จริงๆ แล้วนานกว่านโยบายทางเศรษฐกิจมหภาคเสียอีก หนำซ้ำยังไปลดการเติบโตเศรษฐกิจในบางมิติ ซึ่งทำให้ฝ่ายการเมืองไม่ชอบ เนื่องจากวัฏจักรทางการเมืองใช้เวลาสั้นกว่าของ Macroprudential

สอง โดยทั่วไปแล้ว ทางการมักจะประมาทในเรื่องการขยายตัวของเศรษฐกิจที่มากจนเกินไป เมื่อสถาบันการเงินต่างๆ มีเงินกองทุนมากพอ ซึ่งตรงนี้หลายประเทศเคยเจ็บตัวจากสิ่งนี้มาแล้ว ท้ายสุด ความร่วมมือระหว่างประเทศต่างๆ เริ่มลดลงอย่างรวดเร็วเมื่อเศรษฐกิจโลกรอดพ้นจากวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์รอบที่แล้ว ซึ่งตรงนี้เป็นอุปสรรคในการใช้นโยบาย Macroprudential ให้ได้ผล

โดยสรุป นโยบาย Macroprudential ไม่ได้เป็นยาป้องกันวิกฤติเศรษฐกิจแบบเบ็ดเสร็จอย่างที่เคยคาดการณ์กันไว้เมื่อ 4 ปีที่แล้วครับ


หมายเหตุ : หนังสือด้านการลงทุนด้วยข้อมูลเชิงมหภาคเล่มล่าสุดของผู้เขียน “เล่นหุ้นต้องใช้ใจ... รวยได้ไม่รู้จบ” วางจำหน่ายทั่วประเทศแล้ว และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นประเด็นการลงทุน ได้ที่ www.facebook.com/MacroView และ LINE ID: MacroView ครับ