คำมั่นสัญญาของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)
ระหว่างการเสนองบประมาณรายจ่าย 2.57 ล้านล้านบาท สำหรับปี 2558 หลายข้อต้องพิสูจน์ด้วยการกระทำ และการสร้างกลไกที่มีประสิทธิภาพวัดได้อย่างเป็นรูปธรรม
และจะต้องให้ประชาสังคม นอกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) สามารถร่วมซักถาม ตรวจสอบ และเสนอความเห็นให้คึกคักกว่าที่เป็นอยู่
เพราะ สนช.ชุดนี้มาจากการแต่งตั้งในภาวะบ้านเมืองไม่ปกติ ทุกอย่างขึ้นอยู่กับ คสช.ที่ประกาศจะฟื้นประเทศและจะนำชาติเข้าสู่การปฏิรูปเพื่อกลับไปสู่ความเป็นประชาธิปไตย
ข้อเสนอของ คสช. คือ “ประชาธิปไตยแบบไทย ๆ” ซึ่งยังไม่ได้นิยามกันให้ชัดเจนว่ามีความหมายในทางปฏิบัติอย่างไร แตกต่างไปจากประชาธิปไตยของไทยที่ผ่านมาหรือไม่ และมีความเหมือนความต่างกับประชาธิปไตยตะวันตกมากน้อยเพียงใด
จึงเป็นหน้าที่ของสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ที่จะต้องแสวงหา “สูตรประชาธิปไตย” ที่สามารถจะทำให้ประเทศไทยก้าวไปข้างหน้าอย่างถูกต้องเป็นธรรม มีความเท่าเทียม เคารพในสิทธิแห่งความเป็นคน และยอมรับฟังความเห็นอีกฝ่ายหนึ่งอย่างไร้อคติ อีกทั้งยังจะต้องสอดคล้องกับมาตรฐานแห่งประชาธิปไตยสากล
เพราะค่านิยมแห่งความเสมอภาค เสรีภาพ และศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์นั้นย่อมเป็นเรื่องสากล ไม่ใช่เรื่องเฉพาะของสังคมเท่านั้น
หนึ่งในคำสัญญาของหัวหน้า คสช.เกี่ยวกับการใช้งบประมาณปีใหม่คือความโปร่งใส และจะไม่มีการ “เรียกเงิน” โดยฝ่ายการเมืองและข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่รัฐที่ดูแลการใช้จ่ายเงินทอง
พลเอกประยุทธ์ บอกว่าใครถูกเรียกเงิน (ซึ่งแปลว่าสินบน) ให้ไปร้องเรียนและแจ้งต่อหัวหน้า คสช.เอง
หากไม่มีเรื่องไม่ชอบมาพากลแล้ว ค่าก่อสร้างและการจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยราชการก็ควรจะต้องถูกลงกว่าที่ผ่านมา อาจจะเป็น 10% หรือ 20% หรือ 30% ด้วยซ้ำไป เพราะเป็นที่รู้กันในเกือบทุกวงการว่าเอกชนต้องจ่ายเงินใต้โต๊ะตั้งแต่ 10 ถึง 30% ซึ่งแน่นอนย่อมแปลว่าเอกชนจะต้องบวกค่าใช้จ่ายเหล่านี้เข้าไปในราคาที่จะติดต่อไปถึงผู้บริโภค
ลงท้ายคนที่ต้องจ่ายก็คือประชาชนตาดำ ๆ ทั้งสิ้น
แต่การที่จะทำให้การใช้เงินภาษีประชาชนโปร่งใสและไร้คอร์รัปชันนั้นย่อมไม่ได้เกิดจากคำประกาศของหัวหน้า คสช. ว่า “ให้มาบอกผม” เท่านั้น หากแต่จะต้องมีกลไกที่ประชาชนมีส่วนเข้ามาตรวจสอบในทุกรายละเอียด และต้องแก้ไขกฎกติกาต่าง ๆ มากมายเพื่อให้คำมั่นสัญญาของหัวหน้า คสช. เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม
เพราะปัญหาคอร์รัปชันไทยนั้น หยั่งรากลึกไปในทุกระดับชั้นของสังคม มิอาจแก้ได้ด้วยคำประกาศจากผู้นำเฉย ๆ ไม่ว่าผู้นำคนนั้นจะมีอำนาจมากมายเพียงใดก็ตาม
“ศรีธนญชัยไทย” เอาชนะนายกรัฐมนตรีมาทุกยุคทุกสมัย
ยิ่งใน สนช. ไม่มีฝ่ายค้าน ฝ่ายตรวจสอบ หัวหน้า คสช.ก็ยิ่งจะต้องยื่นมือออกไปในสังคม ขอให้ช่วยกันตรวจตราการใช้เงินของประชาชนอย่างรอบด้านและเคร่งครัด
เพราะพลเอกประยุทธ์ ย้ำหลายครั้งว่า งานครั้งนี้ท่านทำคนเดียวไม่สำเร็จ ท่านบอกว่าไม่ใช่ “เทวดาที่จะแก้ได้ทุกเรื่อง” และ “พวกท่านต้องช่วยกันด้วย”
“พวกท่าน” ในที่นี้ย่อมหมายถึงคนไทยเจ้าของประเทศทั้งหลายทั้งปวง ไม่เฉพาะแต่คนใน สนช. และ สปช. หรือ คสช.
ธรรมาภิบาล จริยธรรม และคุณธรรมขององค์กรเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ก็ด้วยการให้ “ประชาสังคม” ช่วยตรวจสอบซึ่งกันและกันเท่านั้น









