วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

เรือเล็กควรออกจากฝั่ง

หากเปรียบทิศทางเศรษฐกิจโลกเป็นดั่งภาวะคลื่นลมในมหาสมุทร จะพบว่าภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันเป็นดั่งพยากรณ์

ที่ว่า “แม้บริเวณชายฝั่งจะคลื่นลมสงบ แต่ห่างฝั่งคลื่นลมแปรปรวน แนะนำให้เรือเล็กควรงดออกจากฝั่ง”

ที่กล่าวเช่นนั้นเพราะไม่ว่าจะมองไปทางใด นักเศรษฐศาสตร์อนุรักษนิยมอย่างผู้เขียนก็เห็นสัญญาณแห่งความเสี่ยง ที่พร้อมจะเป็นพายุใหญ่ทั้งสิ้น แต่ก่อนจะกล่าวถึงสัญญาณเสี่ยง ผู้เขียนขอสรุปภาพเศรษฐกิจโลกในช่วงที่ผ่านมาพอสังเขปดังนี้

เศรษฐกิจโลกในช่วงไตรมาสที่หนึ่งของปีชะลอตัวลงเกินคาด จากปัจจัยชั่วคราวที่เหนือความคาดหมาย ไม่ว่าจะเป็นภูมิอากาศที่หนาวเย็นจัด จนทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจในสหรัฐหดหาย และทำให้เศรษฐกิจหดตัวกว่า 2% ขณะที่เศรษฐกิจอันดับสองของโลกอย่างจีนก็เผชิญกับภาวะฟองสบู่แตกในภาคอสังหาฯ และธุรกิจเหมืองแร่ จนทางการต้องเข้าช่วยเหลือ ด้านเศรษฐกิจเอเชียก็เผชิญกับการส่งออกที่ชะลอเกินคาด จนกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจ

อย่างไรก็ตาม ในไตรมาสที่สอง ชีพจรเศรษฐกิจโลกดูเหมือนจะเริ่มดีขึ้น จากเศรษฐกิจสหรัฐที่ขยายตัวสูงถึง 4% ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลจากผู้ผลิตที่เริ่มกลับมาเร่งการผลิตและสะสมสินค้าคงคลังอีกครั้ง ขณะที่ทางการจีนก็หันมาอัดฉีดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจขนาดย่อม (Mini Stimulus) จนทำให้เศรษฐกิจจีนเริ่มฟื้นตัวขึ้น ด้านการส่งออกเอเชียก็เริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัวเช่นกัน

แม้ว่าภาพรวมจะเริ่มดูสดใส แต่โลกก็ยังคงเผชิญปัจจัยเสี่ยงโดยสรุปห้าประการ ดังนี้

สัญญาณแรก ได้แก่ความเสี่ยงที่ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) จะขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วและรุนแรงกว่าที่ควรจะเป็น อันเป็นผลจากความเสี่ยงเงินเฟ้อจากค่าจ้างที่อาจปรับเพิ่มขึ้น ตามความต้องการแรงงานของภาคธุรกิจที่สูงขึ้น แต่จำนวนแรงงานที่เข้าสู่ตลาดกลับลดลงต่อเนื่อง

โดยหากสัดส่วนผู้เข้าสู่ตลาดแรงงานต่อประชากรวัยทำงาน (Labor Participation Rate) ไม่เพิ่มขึ้นแล้ว เป็นไปได้ที่อาจเห็นเงินเฟ้อในระยะต่อไป และกดดันให้ Fed จำต้องขึ้นดอกเบี้ยเร็วกว่าที่ควรจะเป็น ซึ่งจะกระทบต่อความเชื่อมั่นของตลาดการเงินทั่วโลกได้

สัญญาณเสี่ยงที่สองได้แก่เงินฝืดในยุโรป อันเป็นผลจากมาตรการรัดเข็มขัดโดยเฉพาะการปรับลดค่าจ้างของประเทศในยุโรปใต้ ที่แม้ว่าจะทำให้ต้นทุนการผลิตลดลง และทำให้ประเทศมีความสามารถในการแข่งขันเพิ่มขึ้น แต่ก็ทำให้รายได้ของชาวยุโรปหดตัวเช่นกัน และทำให้ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ต้องลดดอกเบี้ยต่ำที่สุดเป็นประวัติการณ์ รวมถึงออกมาตรการปล่อยกู้ระยะยาวครั้งใหม่ให้กับธนาคารพาณิชย์

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์คาดว่า ECB จำเป็นต้องออกมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) เช่นเดียวกับในสหรัฐ เพื่อฉุดให้พ้นจากเงินฝืด แต่หาก ECB ทำช้าหรือน้อยเกินไป อาจนำมาสู่ภาวะเงินฝืดและฉุดรั้งเศรษฐกิจให้หดตัวอีกครั้งได้

สัญญาณที่สามได้แก่ความเสี่ยงภาคการเงินและภาคอสังหาฯ ของจีน โดยแม้ว่าเศรษฐกิจจีนจะเริ่มมีทิศทางปรับตัวดีขึ้น จากมาตรการกระตุ้นภาคการคลังที่เร่งลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน และจากมาตรการภาคการเงินขนาดย่อม ๆ แต่ความเสี่ยงของภาคอสังหาฯ จากภาวะฟองสบู่ (Oversupply) ประกอบกับความเสี่ยงจากการที่บางธุรกิจที่กู้ยืมจนเกินตัวจากภาคการเงินเงา (Shadow Banking) อาจล้มละลายและส่งผลในวงกว้างยังคงอยู่

สัญญาณเสี่ยงที่สี่ได้แก่เศรษฐกิจญี่ปุ่น ที่แม้จะเริ่มฟื้นตัวหลังจากทางการขึ้นภาษีการค้าและทำให้ภาคการบริโภคหดตัวรุนแรงในระยะสั้น แต่ญี่ปุ่นก็ยังคงมีความเสี่ยงจากมาตรการปฏิรูปเศรษฐกิจของนายกรัฐมนตรีชินโซ อาเบะ ที่อาจไปไม่ถึงฝั่งฝัน ไม่ว่าจะเป็นการลดภาษีนิติบุคคลจาก 30% เป็น 26% การเพิ่มกำลังแรงงานให้มากขึ้นขณะที่ประเทศกำลังเผชิญภาวะสังคมสูงวัย หรือจะเป็นการลดการผูกขาดภาคเกษตรและกระตุ้นให้ภาคเอกชนลงทุนเพิ่มขึ้นก็ตาม

สัญญาณเสี่ยงสุดท้ายได้แก่ ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ในจุดเปราะบางของโลก ไม่ว่าจะเป็นความ ตึงเครียดในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะในอิรักและลิเบีย รวมถึงปัญหาในยูเครนที่อาจรุนแรงตามความแข็งกร้าวของประธานาธิบดีปูติน ที่อาจกระทบต่อกำลังการผลิตและการขนส่งน้ำมันและเชื้อเพลิง จนเป็นเหตุให้ราคาพลังงานเพิ่มขึ้นได้

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าสัญญาณเสี่ยงของเศรษฐกิจโลกจะมีให้เห็นในหลายมิติ แต่ผู้เขียนก็ยังคงมีความหวังจากพฤติกรรมของทางการของประเทศต่าง ๆ ในโลกในช่วงหลัง ที่เริ่มมีการบริหารจัดการความเสี่ยงได้ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็น Fed ที่พยายามบริหารความคาดหวังของตลาดได้ดี จนทำให้ผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐไม่ถูกกระชากขึ้นมากเหมือนเช่นดังช่วงที่เริ่มส่งสัญญาณลดทอน QE ในช่วงที่ผ่านมา (ประกอบกับสัดส่วนผู้เข้าร่วมในตลาดแรงงานในเดือนล่าสุดเริ่มปรับตัวดีขึ้น) ขณะที่มาตรการกระตุ้นภาคการคลัง การเงินและอสังหาฯ ขนาดย่อม ๆ ของจีนก็เริ่มส่งผลดีขึ้น

ด้านทางการญี่ปุ่นก็แสดงความตั้งใจในการปฏิรูปเศรษฐกิจ ขณะที่ทางการยุโรป โดยเฉพาะผู้ว่าฯ ECB ก็น่าที่จะพร้อม “ทำอะไรก็ตาม” ที่จะฉุดรั้งเศรษฐกิจหากเงินเฟ้อรุนแรงขึ้น และสุดท้าย ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ในปัจจุบัน ก็มิได้ส่งผลรุนแรงต่อราคาพลังงานโลกเช่นในอดีต ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นเพราะการขุด Shale Gas และ Shale Oil ของสหรัฐที่ทำให้อุปทานพลังงานโลกมีมากขึ้น ทดแทนกำลังการผลิตที่หดหายจากภูมิภาคเปราะบางของโลกได้

กล่าวโดยสรุปคือ แม้ว่าความเสี่ยงเศรษฐกิจโลกในระยะต่อไปจะยังมีอยู่สูง แต่โอกาสก็ยังคงมีอยู่เช่นกัน ขึ้นอยู่กัปตันเรือเล็กที่พร้อมจะออกไปฝ่าคลื่นลมในทะเลกว้าง และเก็บเกี่ยวโอกาสที่รออยู่เบื้องหน้าหรือไม่

----------------------

บทความนี้เป็นความเห็นส่วนตัวของผู้เขียน ไม่เกี่ยวข้องใด ๆ กับหน่วยงานที่ผู้เขียนสังกัดอยู่