วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

แนวทางการจัดการเพื่อปฏิรูปประเทศไทยฉบับประชาชนฝากไว้

ด้วยความตั้งใจของ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. ที่จะคืนความสุขให้คนไทย

หลังการยึดอำนาจการปกครอง 22 พฤษภาคม 2557 สัญญาณที่ดีกำลังเกิดขึ้นเรื่อยๆ สังเกตได้จากการฟื้นตัวของดัชนีต่างๆ ที่สะท้อนถึงความเชื่อมั่นศรัทธาต่อการดำเนินการของ คสช. ไม่ว่าจะเป็น ดัชนีผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 14 เดือน หรือแม้แต่ดัชนีตลาดหุ้นไทยที่วิ่งราวกระทิงดุฝ่าแนวต้าน 1,500 จุดมายืนที่ 1,530.42 จุดเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2557 ซึ่งเชื่อว่า อีกไม่นานกองทุนต่างชาติที่มีผลประโยชน์เป็นตัวตั้งจะถาโถมกลับเข้ามาตลาดหุ้นไทยอีกครั้งหนึ่ง

ซึ่งผู้เขียนขอคิดดังๆ “เราเตือนคุณแล้ว นานาอารยะประเทศทั้งหลาย หากสนใจจะมาเมืองไทย ใครช้า จะเสียโอกาส” ซึ่งอาจฟังดูยโสจนน่าหมั่นไส้ แต่แฝงไว้ด้วยความศรัทธาต่ออนาคตที่จะเกิดขึ้นต่อไป เฉกเช่นเดียวกับที่เคยศรัทธาว่า พลังมวลมหาประชาชนที่บริสุทธิ์ จะสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงให้ประเทศไทย กลับมาเป็นแดนศิวิไลซ์แบบพอเพียงและยั่งยืน ที่ต่างชาติต้องหันมามองแบบไม่เชื่อสายตากันทีเดียว ผู้อ่านหลายท่านอาจรู้สึกว่า เกินจริงไปหรือเปล่า ก็ขอให้ติดตามตอนต่อไป

ทั้งนี้ ผู้เขียนในฐานะนักวิชาการที่คลุกคลีกับนักธุรกิจขอยืนยันว่า ขณะนี้ หลายประเทศ โดยเฉพาะจีนและญี่ปุ่น ซึ่งกำลังมีกรณีพิพาททั้งต่อกันและต่อประเทศอื่นในภูมิภาคนี้ ต่างพร้อมและกำลังก้าวกระโจนเข้าหาประเทศไทย ตัวอย่างที่เกิดขึ้นแล้วไม่นานนี้ มีนักธุรกิจจีนสองสามรายและที่จะนำพากันมาอีกหลายราย ซึ่งเป็นผู้บริหารของบริษัทจดทะเบียนตลาดหลักทรัพย์จีน กำลังพาเหรดกันมองหาพันธมิตรไทย เพื่อร่วมลงทุนด้วยเม็ดเงินมหาศาล ปัญหามีแต่ว่า เขาอยากขนเงินมาลงทุน แต่นักธุรกิจไทย ที่มีหลักทรัพย์อยู่แล้ว ไม่อยากลงทุนมหาศาลเช่นต่างชาติ แต่จะลงทุนส่วนน้อย ก็จะกลายเป็นหุ้นส่วนน้อยไปเสีย การเจรจาร่วมทุนจึงมีประเด็นต้องพูดคุยกัน ซึ่งก็ไม่ใช่จะหาทางออกกันไม่ได้

ตัวอย่างเล็กๆ นี้ เพื่อยืนยันว่า กองทัพเงินทุนของต่างชาติกำลังมองหาโอกาสในประเทศไทยซึ่งถือเป็นประเทศยุทธศาสตร์สำคัญหนึ่งในอาเซียนที่น่าลงทุน และหลายชาติก็มองเห็นและก้าวเข้ามาแล้ว หากประเทศไทยจัดการในประเทศให้ดี โดยเฉพาะในเรื่องการทุจริตคอร์รัปชัน ทั้งจากนักการเมือง ข้าราชการ และนักธุรกิจ แล้วหันมาปฏิรูปในภาคส่วนต่างๆ ที่มีส่วนสัมพันธ์ต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ ครานั้น ประเทศไทยจะเป็นดินแดนที่น่าอยู่และน่าลงทุนที่สุดประเทศหนึ่ง

อนึ่ง เป็นที่น่ายินดี ที่ คสช. ได้ดำเนินการหลายเรื่องในการปฏิรูปประเทศเพื่อเดินไปสู่ความสงบและความเจริญก้าวหน้า ดั่งเพลง คืนความสุขให้ประเทศไทย ที่ฟังทีไร ชอบทุกที ซึ่งต้องยอมรับว่า ทุกเรื่องที่คสช. ได้ดำเนินการมาแล้ว ล้วน “โดนใจ” จนผู้เขียนถึงกับออกปากกับคนใกล้ตัวว่า คสช. เขาทำทุกเรื่อง ล้วนเป็นเรื่องที่ควรทำ หลายเรื่องผู้เขียนเคยเขียนบทความและแสดงความเห็นในที่ต่างๆ ก็ได้รับการสานต่อแก้ไขในยุค คสช.นี้ บอกตรงๆ “ปลื้มหลาย” และยิ่งพอใจกับความคิด “เราจะทำอย่างซื่อตรง ขอแค่เธอจงไว้ใจและศรัทธา”

อย่างไรก็ดี แม้ว่า เป็นสิ่งที่ดี มีประโยชน์ต่อประเทศอย่างมาก แต่ยังมีบางประเด็นที่ประชาชนส่วนหนึ่งยังอาจรู้สึกขัดเคืองใจ เรียกว่า ไม่ได้ดั่งใจ โดยเฉพาะการแสดงให้เห็นถึงความเชื่อมโยงของผู้บงการที่ทำให้เกิดความวุ่นวายที่ผ่านมาของคนแดนไกลและบริวาร ที่ต้องจัดการให้ทุกคนได้รับบทลงโทษที่เป็นรูปธรรม รวมถึงการยึดคืนสมบัติของชาติที่ต้องเสียหายไปทั้งโดยนโยบายและการปฏิบัติ เรียกว่า ทุกเรื่องราวที่ส่งผลเสียหายต่อประเทศชาติ ต้องมีเจ้าภาพรับผิดชอบโดยเฉพาะ “ตัวการสำคัญ” ซึ่งประเด็นนี้ ผู้เขียนก็ขออาศัยศรัทธาแบบหัวทิ่มว่า เขาคงมีเหตุผลบางประการ และหากเราเชื่อมั่นในใครสักคนว่า เขาได้ทำในสิ่งที่ถูกต้องมาแล้ว อย่างไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นไปได้ ก็เชื่อต่อไปได้ว่า เขาจะทำสิ่งที่ถูกต้องต่อไปด้วยยุทธศาสตร์แบบที่ผ่านมา

โอกาสนี้ จึงใคร่ขอใช้พื้นที่นี้ ส่งผ่านความเห็นเพิ่มเติมเพื่อร่วมฟื้นฟูและปฏิรูปประเทศอันเป็นที่รักของคนไทยทุกคน ดังนี้

ประการที่หนึ่ง คือการตีแผ่ความจริงในความเลวร้ายของระบอบทักษิณอย่างเป็นรูปธรรม ให้คนไทยและประชาคมโลกได้รับรู้และเข้าใจถึงความจำเป็นในการเปลี่ยนแปลงปฏิรูปประเทศอย่างถอนรากถอนโคน โดยอาจจัดทำในหลายรูปแบบ เช่น การสร้างเป็นภาพยนตร์ หรือสารคดีที่สนุกนาน น่าสนใจ แต่คงไว้ซึ่งข้อเท็จจริง เพื่อเตือนสติและเป็นบทเรียนแก่เด็ก เยาวชน และผู้ใหญ่ทุกคน ให้ละอายต่อบาป และไม่กล้ากระทำความชั่วอีกต่อไป

ประเด็นที่สอง คือ การรื้อโครงการสัญญาสัมปทานที่หน่วยงานของรัฐมีการทำสัญญาให้สัมปทานกับภาคเอกชนซึ่งเชื่อกันว่า หลายสัญญา โดยเฉพาะสัญญาที่มีอดีตนักการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้องหรือมีผลประโยชน์ ทำให้มีการแก้ไขสัญญาในหลายๆ ประเด็น ส่งผลให้ประเทศต้องสูญเสียผลประโยชน์มหาศาลในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

ประการที่สาม ผู้เขียนใคร่นำเสนอกิจกรรมปลูกฝังความรักชาติ ซึ่งเป็นความจำเป็นเร่งด่วนไม่ต่างไปจากกิจกรรมหรือโครงการอื่นๆ ที่ คสช. ต้องเร่งดำเนินการ โดยเฉพาะเพื่อความสมานฉันท์สามัคคีของคนในชาติดังต่อไปนี้

การใช้เพลงเป็นสื่อโดยควรให้มีการนำเพลงปลุกใจที่มีความหมายในการกระตุ้น ปลุกสำนึกให้เด็กรู้จักความเป็นชาติ และความจำเป็นที่ต้องรักชาติ ซึ่งอาจกำหนดให้ร้องเพลงหลังเคารพธงชาติและสวดมนต์ตอนเช้า และหลังเลิกเรียนทุกเย็น รวมทั้งเปิดเพลงให้ประชาชนฟังทั่วไปหลังเคารพธงชาติทั้งเช้าและเย็นด้วย

การจัดค่ายธรรมะตามที่นักวิชาการด้านการบริหารทรัพยากรมนุษย์ท่านหนึ่งกล่าวไว้ว่า การที่ประชาชนยึดมั่นในหลักศาสนา จะทำให้เกิดความกตัญญูในจิตใจในที่สุดรูปแบบวิธีการและงบประมาณ สามารถเชิญชวนภาคเอกชนสนับสนุนส่งเสริม โดยอาศัยเครือข่ายวัด หรือมูลนิธิต่างๆ ที่จัดให้มีสถานปฏิบัติธรรมอยู่แล้ว

กิจกรรมสนทนาวิสาสะเพื่อสร้างความปรองดองสมานฉันท์ โดยสามารถจัดให้มีทั้งในสถานศึกษาทุกระดับ และจัดในรูปโครงการพิเศษอื่นแก่ประชาชนทั่วไปโดยเฉพาะประชาชนที่ยังมีทัศนคติยึดมั่นต่อระบอบทักษิณ ซึ่งการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นจะช่วยให้เกิดความเข้าใจเพิ่มขึ้น โดยอาจเลือกประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการปลูกฝังความรักชาติ เช่น ชาติคืออะไร การวิพากษ์ความรัก ไม่รักต่อประเทศชาติ ผลดี ผลเสียของการรักชาติเป็นต้น

กิจกรรมประกวดบทความ ในแนวความเป็นมาของชาติไทย เกียรติภูมิ วัฒนธรรมประเพณีที่งดงามของชาติ

การระดมสมอง (Brain Storming) โดยจัดให้มีเวทีระดมสมองเป็นระยะ พร้อมนำภาพและเสียงของกิจกรรมเผยแพร่ผ่านสื่อต่างๆ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการเพิ่มความรู้ความเข้าใจแก่ประชาชน

กิจกรรมให้คำปรึกษา Counseling โดยการนำหลักพุทธศาสนามาใช้ประกอบในการฟื้นฟูแก้ไขความเห็นผิดเป็นชอบ โดยการศึกษาพื้นฐานจิตใจของมนุษย์ เพื่อให้อ่านตัวเองออก และสามารถสร้างพลังให้จิตใจเข้มแข็งสามารถนำไปใช้ในการปรับพฤติกรรมด้านลบ ของผู้ที่ยังหลงงมงายกับระบอบทักษิณ ซึ่งถือเป็นภัยร้ายบ่อนทำลายความมั่นคงของประเทศ

วันนี้ประชาชนคนนี้ พอนึกออกแค่นี้ก่อน ไว้มีเวลาจะนำเสนอแนวทางการจัดการเพื่อปฏิรูปประเทศไทยฉบับประชาชนฝากไว้ต่อไปนะคะ ตอนนี้ขอไปร้องเพลงโปรดที่ร้องและฟังจนขึ้นใจก่อน

“..เพื่อนำรักกลับมา ต้องใช้เวลาเท่าไร โปรดจงรอได้ไหม..แผ่นดินจะดีในไม่ช้า ความสุขจะคืนมา..ประเทศไทย”