ฮารูฮิโกะ คูโรดะ ผู้ว่าการธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) ได้เดินทางมาเยือนไทย ตามคำเชิญของธนาคารแห่งประเทศไทย
เพื่อกล่าวสุนทรพจน์ในหัวเรื่อง “เอเชียมีส่วนช่วยโลกเติบโต” เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ซึ่งนายคูโรดะนับเป็นเป็นบุคคลทรงอิทธิพลในการบริหารนโยบายทางการเงินคนหนึ่งของญี่ปุ่น และเป็น 1 ใน 4 เสาหลักที่มีอิทธิพลเหนือตลาดการเงินโลก แม้จะไม่มีอำนาจยิ่งใหญ่เท่ากับอีก 3 ประธานและผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐ ธนาคารกลางอังกฤษ ธนาคารกลางยุโรป แต่เขากลับได้เดินทางมาเยือนไทยถึง 15 ครั้งนับตั้งแต่เกิดวิกฤตการณ์ต้มยำกุ้งเมื่อ 17 ปีก่อน กล่าวว่ารู้สึกทึ่งกับสังคมไทยที่มีความฉลาดและยืดหยุ่น ทั้งๆ ที่เกิดความไม่แน่นอนทางการเมืองอยู่ตลอดเวลา โดยหวังว่าความมีเสถียรภาพทางการเมือง จะช่วยเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวได้อีกครั้ง และสามารถรีสตาร์ทเศรษฐกิจให้แข็งแกร่งและช่วยให้คนไทยมีมาตรฐานการดำรงชีวิตที่ดีขึ้น
นายคูโรดะมาเป็นผู้ว่าการบีโอเจมานานถึง 16 เดือน โดยเป็นอดีตประธานธนาคารพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) มานานหลายปี บอกว่ามองเศรษฐกิจเอเชียในเวลานี้ จากประสบการณ์เชื่อว่า การมีชนชั้นกลางที่มีรายได้เพิ่มขึ้น พร้อมกับกำลังซื้อ ถือเป็นกลุ่มคนสำคัญขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เดินไปในอนาคต เหมือนกับที่ญี่ปุ่นเคยเผชิญอย่างหนักกับปัญหาอย่างที่หลายประเทศเอเชีย โดยเฉพาะไทยและเกาหลีใต้มีแนวโน้มต้องเจอเหมือนกัน คือการบริหารจัดการเพื่อรับมือการเปลี่ยนแปลงประชากรมีผู้สูงวัยเพิ่มขึ้น ขณะที่จำนวนแรงงานในประเทศปรับลดลงเหตุอัตราการเกิดที่ลดลง ซึ่งโครงสร้างประชากรศาสตร์ที่เปลี่ยนแปลงนี้ ส่งผลกระทบต่อการเติบโตของประเทศ และเกิดปัญหาด้านการคลังในอนาคต เช่นเดียวกับที่รัฐบาลญี่ปุ่นต้องมีภาระหนี้สินสูงมากถึง 240% ของจีดีพีในปัจจุบัน โดยที่เศรษฐกิจตกอยู่ในภาวะถดถอยและเกิดเงินฝืดต่อเนื่องกันกว่า 15 ปี ตั้งแต่ปี 1991 ซึ่งจีดีพีไม่เติบโตจาก 0% จนถึง 2% และในบางปีก็มีจีดีพีติดลบ
ญี่ปุ่นภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีชินโซะ อาเบะ มาพร้อมกับเป้าหมายลูกศร 4 ดอกชูธงนำมาตรการปั๊มเงินแบบ QE ของสหรัฐอัดฉีดเงิน 1.4 ล้านล้านดอลลาร์ และตรึงดอกเบี้ยอัตราใกล้ 0 ที่ 0.1% รวมทั้งมาตรการภาษีต่างๆ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศหวังฉุดให้พ้นจากเงินฝืดที่มีเงินเฟ้อติดลบเกาะกินเศรษฐกิจมายาวนาน จนกระทั่งในวันนี้ ญี่ปุ่นกลับมามีเงินเฟ้อเหนือ 3% เป็นเวลา 3 เดือน ล่าสุดเดือนมิ.ย.อยู่ที่ 3.3% ซึ่งนายคูโรดะบอกว่า ไม่ว่าจะเป็นการผลิต รายได้ การใช้จ่ายของประชาชนในกลุ่มประเทศเอเชียโดยเฉพาะที่มาจากชนชั้นกลาง ช่วยหนุนให้เศรษฐกิจโลกขยายตัว เป็นแนวโน้มนี้บ่งบอกว่าเอเชียใช้โมเดลสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจมีสมดุลมากขึ้น เอเชียกำลังลดพึ่งพาการส่งออกที่อาศัยดีมานด์เศรษฐกิจพัฒนาแล้ว มาเป็นอุปสงค์จากภายในเกิดจากรายได้เพิ่มขึ้นของชนชั้นกลาง ถือเป็นการปรับโครงสร้างพื้นฐานภายในใช้อุปสงค์ในประเทศผลักดันเศรษฐกิจขยายตัว
โดยถือเป็นความท้าทายในการเปลี่ยนแปลง เพื่อสร้างเศรษฐกิจมีสมดุล มีการผสมผสานส่งออกควบคู่อุปสงค์ภายใน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้ขยายตัวได้ทั้งในระยะกลางถึงยาว ทั้งนี้ทุกประเทศของเอเชียและไทยที่ต้องปรับภาคการเงินที่มีนโยบายก่อเกิดผลิตภาพทางการผลิตอย่างมีประสิทธิผลไว้ให้พร้อม โดยเฉพาะเตรียมรับมือการตื่นตระหนกหากเกิดกระแสเงินลงทุนจากทั่วโลกไหลเข้าออกอย่างรวดเร็ว ในช่วงที่สหรัฐทยอยลด QE โดยที่ยังไม่นับรวมถึงการถอน QE ของญี่ปุ่น อีกทั้งธนาคารกลางยุโรปที่เตรียมทำ QE อีก 1 ล้านล้านยูโร ที่ทำให้บางประเทศในเอเชียอาจเผชิญกับทุนไหลออกและเข้าปริมาณมาก ส่งผลต่อปัญหาดุลบัญชีเดินสะพัดและขาดดุลการคลัง ทั้งนี้บทเรียนของญี่ปุ่นเป็นภาพสะท้อนว่า ไทยต้องหันมาเน้นปฏิรูปโครงสร้างเพื่อให้ภาคเศรษฐกิจที่แท้จริงเดินหน้าขับเคลื่อนได้ โดยที่มีภาคการเงินเป็นปัจจัยเสริมในที่สุด









