วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

พัฒนาการเศรษฐกิจการเมือง "ระบอบศักดินาสยาม" สู่ "ระบอบทุนนิยมแบบไทย" (2)

มีการยกเลิกสิทธิพิเศษของพ่อค้าชาวจีน และยอมให้ชาวยุโรปประกอบธุรกิจในกรุงเทพฯ อย่างเท่าเทียมกับชาวจีน

ผลของสนธิสัญญาจึงมีส่วนช่วยจัดการคานอำนาจระหว่างพ่อค้าจีนกับยุโรป

นอกจากนี้ ราชสำนักและรัฐบาลยังได้กำไรจากการค้าฝิ่น แต่เดิมสยามห้ามการซื้อขายฝิ่น เป็นของผิดกฎหมายแต่ก็มีการลักลอบทำกันอย่างแพร่หลาย หลังสนธิสัญญา การค้าฝิ่นเป็นเรื่องถูกกฎหมายแต่มีการระบุไม่ให้ค้าขายฝิ่นอย่างเสรี ต้องขายให้กับเจ้าภาษีผู้เดียว

มีการอนุญาตให้คนในบังคับไทยเป็นลูกจ้างฝรั่งได้ จึงเกิดอาชีพรับจ้างแรงงานขึ้น

ขณะที่ท่านยอมทางด้านสิทธิสภาพนอกอาณาเขตให้ฝรั่ง บรรดากงสุลทั้งหลายจึงขยายอิทธิพลด้วยการขยายคนในบังคับของตัวเองมากขึ้นและคนเหล่านี้ไม่ได้อยู่ภายใต้กฎหมายของสยาม และ ไม่ต้องเสียภาษีให้สยามด้วย

รัฐบาลสยามเองก็จำกัดอิทธิพลของฝรั่งด้วยการกำหนดเขตการให้สัมปทานป่าสัก ปฏิเสธการทำสวนยางพาราในพื้นที่ขนาดใหญ่ บริษัทฝรั่งจะลงทุนทำเหมืองแร่ก็ไม่ได้รับความสะดวกนักในเรื่องโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ

จากข้อมูลค้นคว้าของ ศ.ดร.ผาสุก พงษ์ไพจิตร และ ดร.คริส เบเคอร์ พบว่า การลงทุนของบรรดานักลงทุนชาวตะวันตก หรือ พวกฝรั่ง มีไม่มากเพียง 65 ล้านดอลลาร์ ในปี พ.ศ. 2457 สาเหตุที่ธุรกิจของมหาอำนาจตะวันตกไม่เติบโตรุ่งเรืองมาก เพราะไม่ได้รับแรงหนุนจากราชสำนักสยามมากนัก

อาจเป็นความตั้งใจของสยามที่ต้องการให้เป็นเช่นนั้น เพื่อรักษาดุลอำนาจให้ไทยปลอดภัยจากอิทธิพลที่มากเกินไปของชาติตะวันตก

เศรษฐกิจก่อนสนธิสัญญาเบาว์ริงช่วงรัตนโกสินทร์ตอนต้นนั้นเป็นระบบเศรษฐกิจแบบพอยังชีพหรือเศรษฐกิจแบบเลี้ยงตัวเอง (Self Sufficient Economy) และมีการผสมผสานกับเศรษฐกิจการค้าในบางภูมิภาคของประเทศ โดยกิจกรรมสำคัญทางเศรษฐกิจ คือ การผลิตในภาคเกษตรกรรม ส่วนเศรษฐกิจการค้ากับต่างประเทศนั้นผูกขาดโดยรัฐบาลซึ่งเวลานั้น คือ ราชสำนัก เริ่มมีการก่อตัวของอุตสาหกรรมขั้นต้นบางประเภท เช่น อุตสาหกรรมเหมืองแร่ อุตสาหกรรมป่าไม้ อุตสาหกรรมน้ำตาลทราย อุตสาหกรรมต่อเรือสำเภา โดยที่อุตสาหกรรมเหล่านี้เป็นเพียงอุตสาหกรรมขั้นเริ่มต้นและมีบทบาทต่อเศรษฐกิจของสยามไม่มากนักเมื่อเทียบกับภาคเกษตรกรรม เศรษฐกิจในยุครัตนโกสินทร์ตอนต้นไม่ได้แตกต่างจากเศรษฐกิจในสมัยอยุธยาตอนปลายมากนัก

รายได้ที่สำคัญของรัฐบาลราชสำนักในช่วงนี้ คือ ส่วย แรงงานเกณฑ์ ภาษีอากรประเภทต่างๆ และผลกำไรจากการค้ากับต่างประเทศ ส่วนรายจ่ายของรัฐแบ่งออกเป็น 3 ส่วนใหญ่ คือ กิจการบริหารราชการแผ่นดินและการทหาร ด้านราชสำนัก ด้านศาสนา เมื่อเข้าสู่สมัยรัชกาลที่ 3 กิจการสงครามกับประเทศเพื่อนบ้านลดลง กิจการค้าเจริญรุ่งเรืองและได้เป็นรากฐานทางเศรษฐกิจและการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและสังคมในเวลาต่อมา

ภาคเกษตรกรรมแบบยังชีพ

ภาคการเกษตรแบบยังชีพของสยามเป็นการเกษตรที่ทำกันในชุมชนหมู่บ้านพร้อมกับการหัตถกรรม โดยการปลูกข้าวเป็นพืชหลัก ทุกครัวเรือนจะปลูกข้าวเพื่อการบริโภคภายในครอบครัวและเพื่อจ่ายเป็นอากรค่านาให้แก่รัฐบาลราชสำนัก เมื่อเหลือจากการบริโภคและการเสียภาษีอากรแล้ว จึงนำออกมาขายแลกเปลี่ยนกับสินค้าอื่นๆ แหล่งปลูกข้าวสำคัญอยู่แถบที่ราบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาและภาคกลางของราชอาณาจักร ตั้งแต่ นครสวรรค์ ชัยนาท อุทัยธานี สระบุรี ลพบุรี อ่างทอง สิงห์บุรี นครนายก อยุธยา ปทุมธานี นนทบุรี กรุงเทพฯ

จอห์น ครอว์ฟอร์ด นักการทูตชาวอังกฤษที่เข้ามาเจรจาการค้ากับไทยในปลาย พ.ศ. 2364 (ค.ศ. 1821) เพื่อแก้ไขการผูกขาดการค้าของพระคลังสินค้า หน่วยงานของราชสำนักและเจรจาปัญหาเรื่องไทรบุรี ได้บันทึกเกี่ยวกับสภาพบ้านเมืองและภาคเกษตรกรรมของสยามในเวลานั้นว่า “เนื้อที่ใช้ปลูกข้าวเป็นบริเวณกว้างใหญ่น้ำท่วมถึงได้อยู่ในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ดินแดนส่วนนี้ของประเทศเป็นส่วนที่อุดมสมบูรณ์มาก สามารถปลูกข้าวได้ผลผลิตสูง โดยใช้แรงงานเพียงแต่น้อย.....” นอกจากนี้นักการทูตผู้นี้ยังได้กล่าวถึงความอุดมสมบูรณ์ในยุคนั้นว่า “กรุงสยามมีดินและการเพาะปลูกนานาชนิด ข้าพเจ้าคงจะไม่ผิดหากจะกล่าวว่า ไม่มีประเทศใดในโลกที่อุดมสมบูรณ์เช่นนี้เพราะไม่แต่จะอุดมด้วยแร่ธาตุ พืชพันธุ์ ธัญญาหารและปศุสัตว์นานาชนิดแล้ว แต่ยังอุดมไปด้วยผลิตผลที่จะช่วยกระตุ้นให้มีการค้าพาณิชย์เกิดขึ้น และเป็นที่สนใจของต่างชาติที่จะเข้ามาอาศัยอยู่” บันทึกเหล่านี้ได้ถูกรายงานไปยังรัฐบาลกรุงลอนดอน อังกฤษจึงมีการเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องเพื่อทำสนธิสัญญาทางการค้าและเปิดตลาดการค้ากับสยาม

ภาคเกษตรกรรมในยุครัตนโกสินทร์ตอนต้นนี้ยังคงใช้เทคนิคการผลิตแบบดั้งเดิม อาศัยแรงงานไพร่ทาสและแรงงานสัตว์เป็นส่วนใหญ่ ปัจจัยการผลิตทั้งหลายก็อยู่ภายใต้การครอบครองของชั้นชนเจ้านายและขุนนาง แต่ชาวสยามที่เป็นไพร่ทาสทั้งหลายรวมทั้งชาวจีนอพยพและสยามเชื้อชาติอื่นๆ ก็มีสิทธิครอบครองและหาประโยชน์จากที่ดินอันเป็นผลจากแรงงานของตัวเองในการบุกเบิกจับจอง นอกจากกิจกรรมเพาะปลูกแบบเกษตรกรรมยังชีพแล้ว เศรษฐกิจชุมชนต่างๆ ล้วนมีกิจกรรมเศรษฐกิจอื่นๆ ควบคู่ไปด้วย เช่น ทอผ้าจากฝ้ายที่ปลูก เลี้ยงปศุสัตว์ไว้เป็นอาหาร และ จับปลาตามแม่น้ำลำคลอง เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมหัตถกรรม เป็นกิจกรรมเสริมจากอาชีพเกษตรกรรม และทำกันเกือบทุกหมู่บ้าน บางชุมชนพัฒนาเป็นการค้าเป็นกิจการขนาดย่อม เช่น โอ่งราชบุรี ตุ่มสามโคก หม้อบางตะนาวศรี เสื้อม่อฮ่อมเมืองแพร่ บ้านหม้อ มีดอรัญญิก เป็นต้น