การขับเคลื่อนเศรษฐกิจไปข้างหน้า อันเป็นสิ่งที่หลายฝ่ายต้องการเห็น กำลังมีความคืบหน้าเมื่อมีการประชุม
คณะกรรมร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจ หรือกรอ. นัดแรก มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือคสช. เป็นประธาน โดยได้เห็นชอบมาตรการพัฒนาเศรษฐกิจและฟื้นความเชื่อมั่นตามข้อเสนอของภาคเอกชน โดยก่อนหน้านี้ภาคเอกชน 5 สถาบัน ได้แก่ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สมาคมธนาคารไทย สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และสภาธุรกิจตลาดทุนไทย ได้เสนอแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจและฟื้นฟูความเชื่อมั่น รวม 5 นโยบายหลัก
เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือสศช. ระบุว่าหัวหน้า คสช.ได้ให้ความสำคัญกับ 3 ประเด็นสำคัญ คือการจัดตั้งกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่อเป็นทางเลือกในการระดมทุนในโครงการขนาดใหญ่ ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทย กระทรวงการคลัง และสมาคมตลาดทุนไทยจะต้องไปหารือในรายละเอียด ปัญหาการวางผังเมืองที่เป็นอุปสรรคต่ออุตสาหกรรมและธุรกิจ และมาตรการของบสย.ในการช่วยเหลือเอสเอ็มอี โดยหัวหน้าคสช.ได้ขอให้ภาคเอกชนช่วยกันสร้างบรรยากาศที่ดีของการประกอบธุรกิจเพื่อให้การขับเคลื่อนเศรษฐกิจเป็นไปด้วยดี รวมทั้งช่วยชี้แจงกับนักลงทุนทั้งไทยและต่างประเทศว่า คสช.ไม่มีแนวทางในการเข้าไปแทรกแซงการประกอบธุรกิจของภาคเอกชน
การแก้ไขปัญหาและวางพื้นฐานที่ดี จะเกื้อหนุนให้เศรษฐกิจไทย สามารถขยายตัวไปได้ ในช่วงที่เศรษฐกิจของประเทศอื่น โดยเฉพาะยักษ์ใหญ่อันดับ 1 กับ 2 ของโลก มีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง อย่างกรณีของจีนที่เพิ่งรายงานว่าเศรษฐกิจขยายตัว 7.5% ช่วงเดือนเม.ย.-มิ.ย. ซึ่งสูงกว่าไตรมาสแรกที่เศรษฐกิจโต 7.4% การเติบโตในระดับสูงเป็นผลจากมาตรการกระตุ้นของทางการ ที่ออกมาเป็นระยะตั้่งแต่เดือนเม.ย. หลังจากมีความวิตกว่าการเติบโตจะชะลอตัว
แม้การเติบโตของจีนอยู่ในระดับสูง แต่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องก็ไม่ได้ชะล่าใจ เพราะสภาพแวดล้อมในประเทศและต่างประเทศยังซับซ้อน อีกทั้งเศรษฐกิจจีนเองก็ยังเผชิญการท้าทายหลายอย่าง รวมถึงภาคอสังหาริมทรัพย์ที่หลายฝ่ายกำลังจับตามอง โดยข้อมูลจากสำนักงานสถิติรายงานว่าเครื่องชี้่ด้านอสังหาริมทรัพย์ที่สำคัญๆ ลดลงส่วนใหญ่ในช่วงครึ่งปีแรก อันอาจทำให้ภาคอสังหาริมทรัพย์เป็นความเสี่ยงขาลงในช่วงครึ่งปีหลังก็เป็นได้
ในส่วนของเศรษฐกิจที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกอย่างสหรัฐนั้น ผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐมั่นใจว่าการเติบโตของเศรษฐกิจดำเนินไปในระดับที่เพียงพอส่งเสริมให้มีการเพิ่มการจ้างงาน พร้อมยืนยันแนวคิดที่ว่านโยบายการเงินแบบผ่อนคลายยังเป็นสิ่งจำเป็นแม้ในยามที่เศรษฐกิจกำลังฟื้นตัว สำหรับประเด็นที่ทั่วโลกจับตาในเรื่องการเริ่มปรับขึ้นดอกเบี้ยหลังจากมีการเดินหน้าลดการเข้าซื้อพันธบัตรอย่างต่อเนื่องนั้น ผู้ว่าการเฟดระบุเพียงว่าจะมีการปรับขึ้นปีหน้า แต่ไม่ได้เจาะจงช่วงเวลาลงไป
ดังนั้น หากไทยมีการจัดวางแผนการทางเศรษฐกิจ เพื่อเรียกคืนความเชื่อมั่น หลังจากความวุ่นวายทางการเมือง การเติบโตทางเศรษฐกิจก็น่าจะเป็นไปด้วยดี และปรับตัวขึ้นตามลำดับ ทั้งยังจะได้อานิสงส์จากการฟื้นตัวของประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่ของโลกทั้งสองรายด้วย








