ช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา มีข่าวคราวความคืบหน้า เกี่ยวกับนโยบายการแก้ไขปัญหา ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้
จาก คสช.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องปรากฏเป็นข่าวออกมาเป็นระยะ
แต่ดูเหมือนปัญหานี้จะแตกต่างจากปัญหาอื่นๆ เพราะไม่ค่อยจะสร้างความหวัง ให้กับผู้ที่ติดตามสถานการณ์และพี่น้องประชาชนในพื้นที่สักเท่าไร ที่สำคัญในระดับ คสช.เองซึ่งเป็นเหมือนยอดปิระมิดในการบริหารจัดการประเทศอยู่ในขณะนี้ ก็ไม่ได้มีแอ็คชั่นใดๆ เกี่ยวกับปัญหาภาคใต้เป็นพิเศษ
ความเคลื่อนไหวที่ปรากฏเป็นข่าวจึงกลายเป็นเรื่องเก่าๆ คล้ายๆ จะย่ำรอยเดิม เท่าที่ติดตามตรวจสอบดูมีอย่างน้อย3เก่า
เก่าที่หนึ่งคือ โครงสร้างเก่า หมายถึงโครงสร้างบริหารจัดการการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่เพิ่งเปิดกันออกมา แม้จะพยายามเรียกว่า“โครงสร้างใหม่”แต่แท้ที่จริงแล้วคือสิ่งที่เคยเสนอกันมาตั้งแต่ปี 2554ช่วงต้นรัฐบาลพรรคเพื่อไทย แต่ผลักดันไปได้ไม่สุดทาง
โครงสร้างนี้เรียกง่ายๆ ว่าโครงสร้าง“ทหารคุมเบ็ดเสร็จ”ทั้งในระดับนโยบาย (หัวหน้า คสช.) ระดับปฏิบัติในพื้นที่ (แม่ทัพภาคที่4) และระดับที่เป็นตัวประสานการขับเคลื่อนในส่วนกลางเพื่อแปลงนโยบายไปสู่การปฏิบัติ (รอง ผบ.ทบ.)
โครงสร้างการทำงานลักษณะนี้ มีวัตถุประสงค์ตามที่ชี้แจงกันก็คือ เพื่อความเป็นเอกภาพ ซึ่งจะว่าไปโดยหลักการก็ไม่ได้ต่างอะไรมากมายนักกับโครงสร้างตั้งแต่ปี 2547ถึงปี 2551(ก่อนยุคฟื้น ศอ.บต.) คือมีองค์กรประสานงานเพื่อบูรณาการในส่วนกลาง เช่น กองอำนวยการเสริมสร้างสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือ กอ.สสส.จชต. ส่วนในพื้นที่ให้ฝ่ายทหารคุมเบ็ดเสร็จ แต่ก็ไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้!
กระทั่งปี 2551ในรัฐบาลพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์จึงได้ฟื้น ศอ.บต.ขึ้นมา และกำหนดบทบาทของ ศอ.บต.ให้เป็นกลไกหนึ่งของ กอ.รมน.ภาค4ส่วนหน้าที่บังคับบัญชาโดยแม่ทัพภาคที่4เหมือนเช่นที่กำลังเสนอกันในปัจจุบันนี้
แต่โครงสร้างดังกล่าวถูกเปลี่ยนแปลงในยุครัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ ที่ออกกฎหมายรองรับอำนาจหน้าที่ของ ศอ.บต.ให้เทียบเท่า กอ.รมน. และใช้ยุทธศาสตร์“เดิน2ขา”คือ ความมั่นคง รับผิดชอบโดย กอ.รมน. ควบคู่กับงานพัฒนาที่รับผิดชอบโดย ศอ.บต.
การปรับโครงสร้างกันใหม่ในยุค คสช. จึงเป็นการเปลี่ยนกลับไปหาโครงสร้างเดิม ซึ่งยังไม่มีหลักประกันว่าจะทำให้สถานการณ์ดีขึ้นหรือไม่ แต่ที่แน่ๆ คือการลดบทบาท ศอ.บต.เริ่มมีกระแสต้านจากในพื้นที่พอสมควร
เก่าที่สองคือ มาตรการเก่าที่เป็นอำนาจตามกฎหมายพิเศษกำลังถูกเข็นออกมาใช้ เช่น เคอร์ฟิว โดยในการประชุม ศปก.ทบ.เมื่อวันพุธที่แล้ว มีการส่งสัญญาณให้แม่ทัพภาคที่4ประกาศเคอร์ฟิวเฉพาะพื้นที่ได้ หากสถานการณ์ในพื้นที่ไหนเข้าขั้นรุนแรง
อย่างไรก็ดี มาตรการเคอร์ฟิวเคยถูกหยิบมาใช้แล้วในพื้นที่ อ.ยะหา กับ อ.บันนังสตา จ.ยะลา เมื่อ15มี.ค.2550ถึงวันที่10ส.ค.2552รวมระยะเวลาการประกาศนานกว่า2ปี
แน่นอนว่ามาตรการเคอร์ฟิวอาจสามารถช่วยคลี่คลายสถานการณ์ได้ในระยะสั้น แต่ในระยะยาวยังคงถูกตั้งคำถาม เพราะจนถึงวันนี้สถานการณ์ในพื้นที่2อำเภอที่เคยประกาศเคอร์ฟิวก็ยังไม่ได้สงบ หรือนำร่องยกเลิกกฎหมายพิเศษได้แต่อย่างใด
เก่าที่สามคือ การพุ่งเป้าให้ความสำคัญไปที่รายละเอียดโครงการและการใช้งบประมาณ มากกว่าการมุ่งขจัดปัญหาที่เป็นเงื่อนไขความรุนแรงในพื้นที่ เห็นได้จากการประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายต่อหลายครั้ง การพูดคุยยังคงวนเวียนกันอยู่ในเรื่องบูรณาการและงบประมาณ
แต่สิ่งที่เป็น“ทุกข์ชาวบ้าน”และปมปัญหาที่ถูกนำไปสร้างเงื่อนไข เปลี่ยนความคิดความเชื่อของเยาวชนในพื้นที่ กระทั่งเต็มใจหยิบอาวุธขึ้นใช้ความรุนแรงเพื่อต่อสู้กับรัฐ กลับไม่ถูกพูดถึง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชน,การวางบรรทัดฐานการปฏิบัติสำหรับการปิดล้อมตรวจค้นที่ไม่สร้างประเด็นทางความรู้สึกตามมา,การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมชายแดนใต้เพื่อจัดการกับ“คดีความมั่นคง”ซึ่งเป็นคดีพิเศษแตกต่างจากคดีอาญาทั่วไปอย่างสิ้นเชิง ฯลฯ
แค่เรื่องที่อาจก่อปัญหาได้รายวันยังไม่เคยให้ความสำคัญ จึงมิพักต้องไปพูดถึงการชำระประวัติศาสตร์รัฐปัตตานี หรือดินแดนในคาบสมุทรมลายู ให้ยอมรับได้ร่วมกัน ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่กว่ามาก
คำถามคือ เราจะดับไฟใต้ในทศวรรษที่2ของยุคความรุนแรงรอบใหม่ด้วยนโยบายและทิศทางเก่าๆ แบบนี้หรือ?
ในขณะที่ทศวรรษแรกที่จบไปแล้ว เราหมดงบประมาณสำหรับการจัดการปัญหาไปแล้วถึง206,041ล้านบาท และตั้งแต่ปี2555เป็นต้นมา งบประมาณดับไฟใต้อยู่ในทิศทางขาขึ้น จาก16,487ล้านบาทในปี 2555เป็น21,124ล้านบาทในปี 2556และ24,152ล้านบาทในปี57
ขณะที่ กอ.รมน.ได้รับจัดสรรงบประมาณจาก35ล้านบาทในปี 2551เป็น7,516ล้านบาทในปี 2557เช่นเดียวกับ ศอ.บต.ที่งบประมาณในปีปัจจุบันอยู่ที่2,765ล้านบาท
หมดเวลาพายเรือในอ่างแล้ว!









