ข่าวบอกว่า กระทรวงศึกษาธิการประชุมร่วมกับคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แล้ว มีมติให้ยกเลิกโครงการ
แจก “คอมพิวเตอร์พกพา” หรือ “แทบเล็ต” ให้เด็กประถมหนึ่งและชั้นอื่นๆ โดยจะเอางบประมาณที่ตั้งไว้ไปทำอย่างอื่น เพื่อปรับปรุงการเรียนการสอน
เป็นอีกหนึ่งโครงการประชานิยมของรัฐบาลก่อน ที่เคยถูกทักท้วงและคัดค้าน และผู้มีอำนาจไม่ฟังเสียง ไม่สนใจที่จะแก้ไข เพราะถือว่าเมื่อตนมีอำนาจและมีเสียงข้างมากในสภาแล้ว จะทำอะไรก็ทำได้ ไม่ว่าจะมีผู้คนที่มีความเห็นต่างและมีข้อเสนอให้ทำอย่างอื่นที่เป็นประโยชน์กว่า อย่างไรก็ตาม
ยิ่งเห็นตัวเลขงบประมาณแผ่นดิน ที่ตั้งไว้สำหรับโครงการนี้ ก็ยิ่งต้องตกใจ
งบค้างจากปีงบประมาณนี้ มีกว่า 1,000 ล้านบาท
งบที่ตั้งเอาไว้สำหรับปีงบประมาณหน้า กว่า 5,000 ล้านบาท
และหากย้อนกลับไปตั้งแต่โครงการนี้เริ่มต้น รวมกันแล้วก็จะเป็นเงินหลายหมื่นล้านบาท
เป็นการใช้เงินของรัฐที่เปลืองเปล่า ไม่คุ้มค่า และสร้างค่านิยมผิดๆ ที่เกิดขึ้นซ้ำซากมาตลอด
ไม่ว่าจะเป็นประชานิยมแบบโครงการจำนำข้าว ซึ่งขาดทุนไปหลายแสนล้านบาท
หรือโครงการอุดหนุนราคาน้ำมัน ที่ขาดทุนไปหลายแสนล้านบาทในห้าปีที่ผ่านมา
หรือโครงการ “รถคันแรก” ที่สร้างความบิดเบือนในตลาดรถยนต์ เพียงเพื่อจะสร้างคะแนนเสียงให้กับนักการเมืองผู้มีอำนาจเท่านั้น
โครงการแจกแทบเล็ตเป็น 1 ใน 8 โครงการ ที่ลงทุนเกิน 1,000 ล้านบาท ที่ คสช. สั่งให้คณะกรรมการ “ติดตามและตรวจสอบ” โครงการยักษ์ๆ ทั้งหลาย เพื่อประเมินใหม่ว่าควรจะยกเลิก ปรับปรุง หรือเดินต่อ
ดูเหมือนว่า กระทรวงศึกษาธิการกับตัวแทนคณะกรรมการ ที่ คสช. ตั้ง ที่เรียกชื่อเต็มว่า “คณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ” หรือ “คตร.” จะตัดสินใจได้รวดเร็วมาก เพราะว่ามีการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับความคุ้มค่าหรือไม่คุ้มค่าของการแจกแทบเล็ต จากหลายนักวิชาการตั้งแต่มีการนำเอาโครงการนี้มาใช้แล้ว
แต่ว่ารัฐบาลก่อนไม่เคยฟังเสียง อ้างอย่างเดียวว่า “เพราะหาเสียงเลือกตั้งเอาไว้อย่างนี้” โดยไม่คำนึงถึงความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อผู้บริโภค วินัยการคลัง และความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจและสังคม แต่อย่างไร
เรื่องแจกแทบเล็ตเป็นประเด็นถกเถียงมาตั้งแต่แรกเริ่ม เพราะว่าใช้งบประมาณเป็นจำนวนมาก และมุ่งไปสู่นักเรียนประถมหนึ่งทั่วประเทศ โดยที่ไม่ได้มีแผนชัดเจนว่า “เนื้อหา” ที่จะใส่เข้าไปใน “คอมพิวเตอร์พกพา” จะมาจากไหน ใครทำ และ จะเหมาะสมกับเด็กไทยระดับประถมหนึ่ง เพียงใด หรือไม่
อีกทั้งยังมีปัญหาว่าระบบอินเทอร์เน็ตของไทย ยังไม่กระจายตัวไปทั่วประเทศอย่างเท่าเทียมกัน
และไม่มีการเสนอทางเลือกว่าหากใช้งบประมาณจำนวนเดียวกัน จะมีวิธีอย่างอื่นอย่างไรบ้าง ในการยกระดับการเรียนการสอนของเยาวชนไทย อย่างมีประสิทธิภาพที่วัดได้อย่างชัดเจน
ก่อนเริ่มโครงการ ก็มีคำถามจากหลายๆ ฝ่าย ว่าทำไมจึงเริ่มที่นักเรียนประถมปีที่ 1 ซึ่งน่าจะมีปัญหาการปรับตัวให้ใช้ “คอมพิวเตอร์พกพา” ขณะที่เพิ่งจะเริ่มเรียนหนังสือ เหตุไฉนจึงไม่ใช้วิธีการที่เหมาะสมกับเด็กนักเรียนในชั้นสูงที่กว่านั้น
หรือทำไมไม่เริ่มจากการฝึกครูทั่วประเทศ ให้รู้จักเทคโนโลยีสมัยใหม่ก่อนที่จะใช้งบประมาณแผ่นดินจำนวนมากมาย
หรือเป้าหมาย คือ การแสวงหาผลประโยชน์ของฝ่ายการเมือง ที่ต้องมี “โครงการยักษ์” ที่ใช้เงินเยอะๆ เพื่อจะได้มี “เงินทอน” รั่วไหลออกมาระหว่างทาง?
หากว่า มีการศึกษาแนวทางการยกระดับการเรียนการสอนของประเทศต่างๆ แล้ว ก็จะรู้ว่ามีวิธีการที่สามารถทำให้เด็กไทยเรียนผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตอย่างสนุกสนาน โดยไม่จำเป็นต้องทุ่มเงินทองมากมายเพื่อแจกแทบเล็ตให้แต่ละคน
ตัวอย่างของ Khan Academy คือก ารสอนทุกวิชาผ่าน YouTube ทางอินเทอร์เน็ตฟรี เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ควรจะได้รับการพิจารณาจากนักการศึกษาของไทย และผู้ดูแลนโยบายการปฏิรูปการศึกษาอย่างจริงจัง
ผู้บริหารประเทศ ต้องใช้ “สมอง” และ “วิสัยทัศน์” มากกว่าการคิดจะใช้เงิน และสร้างบารมีเพื่อตนเอง
กรณี นโยบาย “แจกแทบเล็ต” สะท้อนถึงความตื้นเขินทางปัญญา และความขาดแคลนสำนึกความรับผิดชอบของนักการเมือง ที่อาสามาปกครองบ้านเมือง...โดยสิ้นเชิง









