ภาวะการเมือง หลังจากมีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ
เมื่อวันพุธที่ผ่านมา แม้ไม่ใช่ สุญญากาศ แต่ก็ไม่ใช่ภาวะปกติ
เพราะว่า คุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี “รักษาการ” และ คุณนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล เป็นเพียง “รองนายกฯ รักษาการ ปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรี” เท่านั้น
ต้องถือว่าเป็น “ช่องว่างทางการเมือง” ที่ต้องมีทางออกโดยเร็ว มิอาจจะถือว่าเรามี “รัฐบาล” ในความหมายของการบริหารประเทศใดๆ ทั้งสิ้น
เพราะว่า คณะรัฐมนตรี “รักษาการ” ก็ต้องถือว่าไม่มีความสามารถในการบริหารกิจการบ้านเมืองอยู่แล้ว ยิ่งเป็นกลุ่มคนที่ “ปฏิบัติหน้าที่” แทนกลุ่มคนที่ “รักษาการ” ก็ยิ่งเป็นเรื่องอ่อนไหว ไร้อำนาจ และสุ่มเสี่ยงกับการหมดสภาพของการเป็นคน “ดูแล” บ้านช่องห้องหอของประเทศชาติ
หากมองในแง่ของพรรคเพื่อไทย คุณนิวัฒน์ธำรง มีสิทธิและหน้าที่ที่จะต้องเดินหน้าจัดการเลือกตั้งวันที่ 20 กรกฎาคม ซึ่งเป็นเป้าหมายหลักของฝ่ายคุณทักษิณ
แต่หากมองให้ลึกในทางกฎหมาย ก็เริ่มมีนักวิเคราะห์ชี้ว่า คุณนิวัฒน์ธำรงเป็นเพียง “ปฏิบัติหน้าที่” แทนคนที่เป็น “รักษาการนายกฯ” ที่หลุดจากตำแหน่งเท่านั้น ไม่มีอำนาจแม้แต่จะลงนามสนองพระบรมราชโองการในพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งด้วยซ้ำไป
ไม่ต้องพูดถึงว่าคนในตำแหน่งของ คุณนิวัฒน์ธำรง จะสามารถบริหารประเทศวันต่อวันได้หรือไม่
เพราะว่าการอ้างระเบียบราชการบริหารแผ่นดินให้ใครมา “ปฏิบัติหน้าที่” แทนชั่วคราวนั้น หากนำมาใช้ในระดับคณะรัฐมนตรีก็ต้องถือว่าเป็นเพียงแค่ “อนุโลม” ให้ใช้เท่านั้น อำนาจหน้าที่ของผู้มา “ช่วยเฝ้าบ้าน” ให้นั้น ย่อมไม่มี
ฝ่ายต่อต้านรัฐบาลยืนยันว่านี่คือ “สุญญากาศ” ทางการเมือง ที่จะต้องใช้วิธีตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 7 ของรัฐธรรมนูญ ที่บอกว่า
“ในเมื่อไม่มีบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้บังคับแก่กรณีใด ให้วินิจฉัยกรณีนั้นไปตามประเพณีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข”
กรณีที่ คุณนิวัฒน์ธำรง “ทำหน้าที่ปฏิบัติ” แทนนายกรัฐมนตรีรักษาการ ก็ต้องถือว่า “ผิดปกติ”
จะบอกว่า เป็นนายกฯ รักษาการ แทนคุณยิ่งลักษณ์ ก็ไม่ได้ เพราะว่า คุณนิวัฒน์ธำรง ไม่ได้เป็น ส.ส. จะมาเป็น “นายกฯ” ไม่ได้
แปลว่า ณ ขณะนี้ประเทศไทยไม่มี “นายกรัฐมนตรี” มีแต่เพียงรองนายกฯ ที่ “ปฏิบัติหน้าที่แทน” ซึ่งเป็นสภาพที่ไม่มีกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ
ขณะที่เขียนคอลัมน์นี้ (เช้าวันพฤหัสบดี) ยังไม่ทราบว่า ป.ป.ช. จะมีมติชี้มูลคุณยิ่งลักษณ์ เรื่องจำนำข้าวหรือไม่ และหากว่า ผลออกมาในทางใดทางหนึ่ง ก็จะมีผลกระทบต่อคนที่เป็นคนที่ “ปฏิบัติหน้าที่รัฐมนตรีรักษาการ” มากน้อยเพียงใด
อีกทั้ง คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ก็บอกว่า จะขอพบกับ “รัฐบาล” อีกรอบหนึ่ง เพื่อที่จะทบทวนเรื่องการเสนอร่างพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้งวันที่ 20 กรกฎาคม อีกรอบหนึ่ง
เอาเข้าจริงๆ แล้ว กกต. จะถือว่าสภาพของบ้านเมืองหลังจากมีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ยังมี “รัฐบาลรักษาการ” อยู่หรือไม่ ก็ยังเป็นประเด็นอยู่
ดังนั้น หาก คุณนิวัฒน์ธำรง ต้องการจะใช้ “วิกฤติ” นี้ เป็น “โอกาส” ก็ควรจะต้องสรุปได้ว่าบัดนี้บ้านเมืองตกอยู่ในภาวะผิดปกติ และคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญได้เปิดทางให้ทุกฝ่ายในความขัดแย้งทางการเมือง หันหน้ามาปรึกษาหารือเพื่อหาทางออกให้กับประเทศ
คุณนิวัฒน์ธำรง จะ “ช่วยชาติ” ได้จริงๆ ด้วยการประกาศว่าจะหารือกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง รวมถึง กปปส. และ พรรคฝ่ายค้าน และเครือข่ายเดินหน้าปฏิรูปประเทศชาติ เพื่อหาทางออกร่วมกัน
ผมเห็นว่า คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เปิดทางให้มีการตั้งรัฐบาลเฉพาะกาล ที่ทุกฝ่ายเข้ามาร่วมบริหารประเทศชาติ เพื่อจัดให้มีกระบวนการ “ปฏิรูป” ไปพร้อมๆ กับการ “เลือกตั้ง” โดยที่จะมีส่วนร่วมของทุกวงการ และสามารถ “แสวงจุดร่วม-สงวนจุดต่าง” เพื่อแก้ปัญหาของบ้านเมือง ที่คาราคาซังมาเป็นสิบปีได้เสียที
เพราะว่า คำตัดสินออกมาเช่นนี้ ทุกฝ่ายสามารถอ้าง “ชัยชนะเบื้องต้น” ได้ทั้งสิ้น
จากนี้ไป ทุกฝ่ายก็ควรจะต้องหาทางให้เป็น “ชัยชนะของประเทศ” ได้อย่างเป็นระบบ
ควรจะเป็นที่แน่ชัดแล้วว่า ไม่มีฝ่ายไหนสามารถเดินหน้าเพื่อชัยชนะแต่เพียงฝ่ายเดียว...ได้อีกต่อไป









