วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

โปรดทราบ : วันนี้เมืองไทยไม่มีนายกฯ

ภาวะการเมือง หลังจากมีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อวันพุธที่ผ่านมา แม้ไม่ใช่ “สุญญากาศ” แต่ก็ไม่ใช่ภาวะปกติ

เพราะว่า คุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี “รักษาการ” และ คุณนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล เป็นเพียง “รองนายกฯ รักษาการ ปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรี” เท่านั้น

ต้องถือว่าเป็น “ช่องว่างทางการเมือง” ที่ต้องมีทางออกโดยเร็ว มิอาจจะถือว่าเรามี “รัฐบาล” ในความหมายของการบริหารประเทศใดๆ ทั้งสิ้น

เพราะว่า คณะรัฐมนตรี “รักษาการ” ก็ต้องถือว่าไม่มีความสามารถในการบริหารกิจการบ้านเมืองอยู่แล้ว ยิ่งเป็นกลุ่มคนที่ “ปฏิบัติหน้าที่” แทนกลุ่มคนที่ “รักษาการ” ก็ยิ่งเป็นเรื่องอ่อนไหว ไร้อำนาจ และสุ่มเสี่ยงกับการหมดสภาพของการเป็นคน “ดูแล” บ้านช่องห้องหอของประเทศชาติ

หากมองในแง่ของพรรคเพื่อไทย คุณนิวัฒน์ธำรง มีสิทธิและหน้าที่ที่จะต้องเดินหน้าจัดการเลือกตั้งวันที่ 20 กรกฎาคม ซึ่งเป็นเป้าหมายหลักของฝ่ายคุณทักษิณ

แต่หากมองให้ลึกในทางกฎหมาย ก็เริ่มมีนักวิเคราะห์ชี้ว่า คุณนิวัฒน์ธำรงเป็นเพียง “ปฏิบัติหน้าที่” แทนคนที่เป็น “รักษาการนายกฯ” ที่หลุดจากตำแหน่งเท่านั้น ไม่มีอำนาจแม้แต่จะลงนามสนองพระบรมราชโองการในพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งด้วยซ้ำไป

ไม่ต้องพูดถึงว่าคนในตำแหน่งของ คุณนิวัฒน์ธำรง จะสามารถบริหารประเทศวันต่อวันได้หรือไม่

เพราะว่าการอ้างระเบียบราชการบริหารแผ่นดินให้ใครมา “ปฏิบัติหน้าที่” แทนชั่วคราวนั้น หากนำมาใช้ในระดับคณะรัฐมนตรีก็ต้องถือว่าเป็นเพียงแค่ “อนุโลม” ให้ใช้เท่านั้น อำนาจหน้าที่ของผู้มา “ช่วยเฝ้าบ้าน” ให้นั้น ย่อมไม่มี

ฝ่ายต่อต้านรัฐบาลยืนยันว่านี่คือ “สุญญากาศ” ทางการเมือง ที่จะต้องใช้วิธีตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 7 ของรัฐธรรมนูญ ที่บอกว่า

“ในเมื่อไม่มีบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้บังคับแก่กรณีใด ให้วินิจฉัยกรณีนั้นไปตามประเพณีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข”

กรณีที่ คุณนิวัฒน์ธำรง “ทำหน้าที่ปฏิบัติ” แทนนายกรัฐมนตรีรักษาการ ก็ต้องถือว่า “ผิดปกติ”

จะบอกว่า เป็นนายกฯ รักษาการ แทนคุณยิ่งลักษณ์ ก็ไม่ได้ เพราะว่า คุณนิวัฒน์ธำรง ไม่ได้เป็น ส.ส. จะมาเป็น “นายกฯ” ไม่ได้

แปลว่า ณ ขณะนี้ประเทศไทยไม่มี “นายกรัฐมนตรี” มีแต่เพียงรองนายกฯ ที่ “ปฏิบัติหน้าที่แทน” ซึ่งเป็นสภาพที่ไม่มีกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ

ขณะที่เขียนคอลัมน์นี้ (เช้าวันพฤหัสบดี) ยังไม่ทราบว่า ป.ป.ช. จะมีมติชี้มูลคุณยิ่งลักษณ์ เรื่องจำนำข้าวหรือไม่ และหากว่า ผลออกมาในทางใดทางหนึ่ง ก็จะมีผลกระทบต่อคนที่เป็นคนที่ “ปฏิบัติหน้าที่รัฐมนตรีรักษาการ” มากน้อยเพียงใด

อีกทั้ง คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ก็บอกว่า จะขอพบกับ “รัฐบาล” อีกรอบหนึ่ง เพื่อที่จะทบทวนเรื่องการเสนอร่างพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้งวันที่ 20 กรกฎาคม อีกรอบหนึ่ง

เอาเข้าจริงๆ แล้ว กกต. จะถือว่าสภาพของบ้านเมืองหลังจากมีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ยังมี “รัฐบาลรักษาการ” อยู่หรือไม่ ก็ยังเป็นประเด็นอยู่

ดังนั้น หาก คุณนิวัฒน์ธำรง ต้องการจะใช้ “วิกฤติ” นี้ เป็น “โอกาส” ก็ควรจะต้องสรุปได้ว่าบัดนี้บ้านเมืองตกอยู่ในภาวะผิดปกติ และคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญได้เปิดทางให้ทุกฝ่ายในความขัดแย้งทางการเมือง หันหน้ามาปรึกษาหารือเพื่อหาทางออกให้กับประเทศ

คุณนิวัฒน์ธำรง จะ “ช่วยชาติ” ได้จริงๆ ด้วยการประกาศว่าจะหารือกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง รวมถึง กปปส. และ พรรคฝ่ายค้าน และเครือข่ายเดินหน้าปฏิรูปประเทศชาติ เพื่อหาทางออกร่วมกัน

ผมเห็นว่า คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เปิดทางให้มีการตั้งรัฐบาลเฉพาะกาล ที่ทุกฝ่ายเข้ามาร่วมบริหารประเทศชาติ เพื่อจัดให้มีกระบวนการ “ปฏิรูป” ไปพร้อมๆ กับการ “เลือกตั้ง” โดยที่จะมีส่วนร่วมของทุกวงการ และสามารถ “แสวงจุดร่วม-สงวนจุดต่าง” เพื่อแก้ปัญหาของบ้านเมือง ที่คาราคาซังมาเป็นสิบปีได้เสียที

เพราะว่า คำตัดสินออกมาเช่นนี้ ทุกฝ่ายสามารถอ้าง “ชัยชนะเบื้องต้น” ได้ทั้งสิ้น

จากนี้ไป ทุกฝ่ายก็ควรจะต้องหาทางให้เป็น “ชัยชนะของประเทศ” ได้อย่างเป็นระบบ

ควรจะเป็นที่แน่ชัดแล้วว่า ไม่มีฝ่ายไหนสามารถเดินหน้าเพื่อชัยชนะแต่เพียงฝ่ายเดียว...ได้อีกต่อไป