วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

เมื่ออเมริกันเบื่อสงคราม

จั่วหัวขึ้นมาอย่างนี้ คงมีผู้สงสัยว่าจะเป็นไปได้หรือที่ชาติที่หล่อเลี้ยงตนเองทั้งทางจิตวิญญาณและเศรษฐกิจได้ด้วยการมีศึกรอบโลกจะเบื่อ

และไม่อยากทำสงครามจนถึงขั้นวางแผนและพยายามถอนตัวออกจากสงครามต่างๆ อย่างเป็นรูปธรรม นโยบายปักหมุดเอเชียและพยายามควบคุมโลกแบบหลวมๆ ผ่องถ่ายความรับผิดชอบให้พันธมิตรทางยุทธศาสตร์รับๆ ไปบ้าง นั้นเป็นสิ่งบอกเหตุ อย่างไรก็ตาม สหรัฐ ฯ จะทำได้เหรอ ในเมื่อปัญหาตะวันออกกลางก็ไม่แล้วเสร็จ ไครเมียก็ปะทุขึ้นอีก

แม้ว่ารัฐบาลวอชิงตันลุ่มหลงกับปัญหาในตะวันออกกลางเพราะทรัพยากรและผูกติดกับปัญหาในยุโรปเพราะความเป็นมิตร แต่ที่พวกเขาสนใจแต่ไหนแต่ไรก็คือเอเชีย นับตั้งแต่ที่ Lewis กับ Clarke เดินทางไปสุดฝั่งแปซิฟิกเมื่อปี 1810 อเมริกาก็เริ่มหันจากลัทธิมอนโร ไปเป็นการแสวงหาอิทธิพลในดินแดนต่างๆ ของเอเชีย ร้อยปีที่สหรัฐ ฯ ทั้งสอนศาสนา ค้าขาย รบราและเล่นการเมืองกับชาติเอเชียตะวันออก ทำให้พัฒนาตนเองกลายเป็นมหาอำนาจทางทะเลเพื่อถ่วงดุลกำลังทหารกับชาติต่างๆ ในเอเชียและที่เข้ามามีอิทธิพลในเอเชียยุคนั้น

ในรอบร้อยปีมานี้ สหรัฐ ฯ ไม่เคยเบื่อทำสงครามเลย เพราะจิตวิญญาณที่หล่อหลอมกันมาถึงประชาธิปไตยตั้งแต่สร้างชาติ กลายเป็นเครื่องผลักดันตนเองให้ออกไปช่วยบ้านเมืองอื่นให้เป็นประชาธิปไตยด้วยตามแนวคิด White Man's Burden ขณะเดียวกันอุตสาหกรรมของสหรัฐ ฯ ก็ได้ประโยชน์จากการสร้าง การผลิต และการแสวงหาทรัพยากรเพื่อรองรับกระบวนการด้านการป้องกันประเทศที่ขยายใหญ่โตจนกองทัพสหรัฐ ฯ กลายเป็นหนึ่งไม่มีสอง

สงครามโลกทั้งสองครั้งและสงครามเย็นกับโซเวียตทำให้ชาติยุโรปอ่อนแรง ส่วนสหรัฐ ฯ กลับขยายบทบาทกว้างขวาง เข้าไปมีบทบาทตามที่ต่างๆ โดยเฉพาะตะวันออกกลางจุดศูนย์กลางคมนาคมและน้ำมันโลกที่สหรัฐ ฯ ต้องเกี่ยวเป็นพิเศษ การเป็นตำรวจโลกทำให้กองทัพอเมริกันต้องทำศึกไม่หยุดหย่อน ในสหัสวรรษใหม่มานี้ ต้องรบในอิรักและติดหล่มในอัฟกานิสถาน ขณะที่ต้องช่วยส่งกำลังบำรุงสงครามให้กับกลุ่มต่อต้านบางกลุ่มในช่วงอาหรับสปริงเรื่องยุ่งๆ ทางนั้นยังไม่แล้วเสร็จ การพัฒนาขีดความสามารถทางทหารของจีนที่ก้าวกระโดดอย่างว่องไวในไม่กี่ปีมานี้ก็เป็นสิ่งที่สหรัฐ ฯ วิตก

เพนตากอนเคยพิจารณาตนเองว่าไม่สามารถรบศึกพร้อมกันสองแห่งในเวลาเดียวกันได้ และจะมีกองทัพที่มีพลานุภาพมากเกินกว่าใครจะตามทัน แต่ทุกวันนี้ฝ่ายตรงข้ามใช้พัฒนาแนวทางการต่อสู้แบบไม่สมมาตร (Asymmatic Warfare) กันหมดแล้วหากต้องเผชิญกับกองทัพสหรัฐ ฯ โดยตรง ผู้ก่อการร้ายสากลนั้นไม่ต้องพูดถึง ทุกวันนี้ยังใช้ยุทธวิธีซุ่มโจมตีและวางทุ่นระเบิด IED กันอยู่ไม่กล้าปะทะซึ่งหน้า จีนนั้นกำลังพัฒนาแนวทางปฏิเสธการเข้าถึงพื้นที่การรบของข้าศึก หรือ Anti-access/area Denial Strategy (A2/AD) เน้นการสร้างเรือสกัดกั้นขีปนาวุธ หรือเรือดำน้ำ เพื่อไม่ให้กำลังส่วนใหญ่ของข้าศึกมารบได้ ถ้าสำเร็จคงเหมือนช่องเขา Thermopylae ในกรีก ที่ทัพสปาร์ตาคนน้อยก็จุกกันไม่ให้ทัพยักษ์ของเปอร์เซียผ่านไปได้

ในเมื่อทำสงครามไปชักไร้ประโยชน์ รัฐบาลวอชิงตันชักจะไม่อยากรบ ถอนทหารจากอัฟกานิสถานทั้งที่ภารกิจยังไม่เสร็จสิ้น ชักชวนให้ตายก็ไม่บุกซีเรีย และมุ่งใช้การเจรจาทางการทูตประคองปัญหาใหญ่ๆ ไปเรื่อย เช่น อิหร่านหรือทะเลจีนใต้ แม้ว่าสหรัฐ ฯ ยังแสดงแสนยานุภาพให้เห็น เช่น เรือยังป้วนเปี้ยนในพื้นที่ล่อแหลมหรือใช้โวหารแทรกแซงประเด็นต่างๆ แต่สหรัฐ ฯ กลับไม่ยืนอยู่ในจุดที่พร้อมใช้กำลังเลย ในทางกลับกัน สหรัฐ ฯ แสดงบทบาทเหมือนอังกฤษที่เคยทำกับยุโรปเมื่อต้นศตวรรษก่อน คือถ่วงดุลกำลัง ให้ชาติต่างๆ คานอำนาจกันเอง โดยตนเองจะอยู่ด้านนอก คอยควบคุมอย่างหลวมๆ

เมื่อเป็นเช่นนี้สิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นก็คือ แต่ละภูมิภาคกำลังโปรโมทความร่วมมือด้านมั่นคงของตนเอง อาเซียนเองก็ทำได้ดีจากประชาคมการเมืองความมั่นคงแห่งอาเซียน (ASEAN Political-Security Community) หลายชาติพัฒนากำลังรบและความกล้าหาญของตนเองพ้นจากความรู้สึกว่าต้องพึ่งพิงสหรัฐ ฯ ตลอดไปได้ เช่น เวียดนาม และญี่ปุ่น แม้แต่ชาติที่น่าจะเป็นปรปักษ์ทางยุทธศาสตร์อย่างจีน รัฐบาลวอชิงตันก็เปิดทางถอย ชักจูงให้เข้าร่วมเสวนาในแวดวงต่างๆ ส่งผลให้จีนค่อยๆ ผูกมัดตนเองกับบรรทัดฐานและวิถีปฏิบัติของสากลโลก

แน่นอนว่าการเปลี่ยนนโยบายมาคุมเชิงและกลายเป็นโปรโมเตอร์ห้ามมวยมากกว่าการขึ้นเวทีครั้งนี้มิใช่สิ่งที่ทำได้อย่างสมบูรณ์ เหตุร้ายหลายอย่างอาจเกิดขึ้นพร้อมกับการสนองตอบด้วยการใช้กำลังอย่างเร่งด่วน แต่การถอยออกไปพักหย่อนเข่าสักข้างหนึ่งของสหรัฐ ฯ ทำให้ตนเองมีเวลาศึกษาบทเรียนการรบและปรับกองทัพให้เหมาะสมกับการคงประสิทธิภาพไว้ในงบประมาณที่ลดลง กองทัพอเมริกันยังคงน่ากลัวเหมือนเดิมเมื่อใช้ครับ