วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ต้องพึ่งตัวเอง

เมื่อต่างฝ่ายต่างยึดมั่นในผลประโยชน์ของตัวเองเป็นหลัก ต่างฝ่ายต่างอ้างความถูกต้องชอบธรรมของฝ่ายตัวเอง

คนที่ตกที่นั่งลำบากคือประชาชนทั่วไป และภาคธุรกิจทั้งหลายต้องแบกรับภาระเป็นที่ประจักษ์โดยไม่ต้องหาทางพิสูจน์ใดๆ เพราะได้รับรู้รับทราบด้วยตัวของตัวเองโดยทั่วหน้า ไม่ใช่รู้สึกไปเองอย่างแน่นอน ประชาชนธรรมดาๆ ต้องจับจ่ายใช้สอยในชีวิตประจำวันโดยจำนวนเงินที่เพิ่มขึ้น ขณะที่รายงานสถานการณ์เศรษฐกิจของประเทศไทย ไตรมาสที่ 1/2557 มีสัญญาณชะลอตัวลงอย่างชัดเจนทุกๆ ด้าน เช่น ธุรกิจค้าปลีก-ค้าส่ง ธุรกิจท่องเที่ยวธุรกิจก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ ได้รับผลกระทบจนผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ติดลบ 1% และคาดว่าเศรษฐกิจไทยทั้งปี จะมีจีดีพีขยายตัวได้ประมาณ 2.5% เท่านั้น ซึ่งตัวเลขนี้อยู่บนสมมุติฐานที่ว่าจะจัดตั้งรัฐบาลได้ภายในไตรมาสที่ 3 ของปีนี้ ขณะที่ บริษัทวิจัยไอดีซีได้ประมาณการการเติบโตของการใช้จ่ายไอที่จะลดลงจาก 7.2% เหลือ 6.8% หากการเลือกตั้งล่าช้าออกไป และมีโอกาสกระทบทั้งการใช้จ่ายเงินของลูกค้า และการเข้ามาลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ

สถานการณ์ชะลอตัวทางเศรษฐกิจในประเทศ ทำให้การขับเคลื่อนเศรษฐกิจปีนี้ ต้องหันพึ่งพาการส่งออกเป็นหลัก โดยเฉพาะการส่งออกสินค้าไปยังประเทศเพื่อนบ้านและการค้าชายแดนที่ยังคงเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่ามูลค่าการค้าชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้านปีนี้จะขยายตัวเพิ่มขึ้นจากปี 2556 ได้ไม่น้อยกว่า 7% ภายหลังจากมูลค่าการค้าชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้านผ่าน 2 เดือนแรกของปีนี้เพิ่มขึ้น 7.23% โดยมีมูลค่าการส่งออก 99,256 ล้านบาท เป็นการเติบโตเพิ่มขึ้นของมูลค่าการค้าชายแดนไทย - พม่า 24.27% รองลงมาเป็นการเติบโตมูลค่าการค้าชายแดนไทย-กัมพูชา เพิ่มขึ้น 14.17% มูลค่าการค้าชายแดนไทย-สปป.ลาว เพิ่มขึ้น 9.04% และมูลค่าการค้าชายแดนไทย - มาเลเซียเพิ่มขึ้น 0.24% ซึ่งหากปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานในด่านการค้าบางแห่งจะเพิ่มมูลค่าการค้าชายแดนได้ไม่น้อยกว่าปีละ 10%

ขณะที่ นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า รายได้รัฐบาลช่วง 6 เดือนแรกของปีงบประมาณจัดเก็บได้ 1.11 ล้านล้านบาท เมื่อหักการขอคืนภาษีของประชาชนและเอกชน รวมทั้งงบนำส่งให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) มีรายได้สุทธิเหลือ 935,000 ล้านบาท ทำให้รายได้โดยรวมต่ำกว่าเป้าหมาย 20,000 ล้านบาท จากรายได้ภาษีมูลค่าเพิ่มลดลง และการปรับลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและผลประกอบการของภาคเอกชนลดลงจากเศรษฐกิจชะลอตัว และที่ประชุมหน่วยงานจัดเก็บภาษีกังวลหากปัญหาการเมืองยืดเยื้อจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจต่อเนื่อง ไม่มีรัฐบาลจากการเลือกตั้งเข้ามาบริหาร ย่อมกระทบต่อการเบิกจ่ายงบประมาณ ความเชื่อมั่นนักลงทุนต่างชาติและภาคเอกชนไทยในการขยายการลงทุน

อย่างไรก็ตาม แบงก์ออฟอเมริกาเมอร์ริลลินช์ รายงานผลสำรวจมุมมองประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน (ซีเอฟโอ) ในเอเชียประจำปี 2557 ที่สำรวจซีเอฟโอ และผู้บริหารด้านการเงินระดับอาวุโส 5 ประเทศอาเซียน รวมทั้งไทย กลับพบว่า ส่วนใหญ่ของเขาเหล่านี้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเป็นโอกาสมากกว่าความเสี่ยง มีเพียง 13% ทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่กังวลการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในประเทศตัวเองปี 2557 จะส่งผลลบต่อธุรกิจ แต่ 38% คาดว่าจะส่งผลดีต่อธุรกิจ และมีซีเอฟโอเพียง 10% เท่านั้นที่กังวลต่อความเสี่ยงทางการเมืองในไทย ซึ่งความเห็น กับตัวเลขรายได้อาจไม่สอดคล้องกัน แต่ทุกสิ่งขึ้นกับจะมองมุมไหน และแก้ปัญหากันอย่างไรให้สอดคล้องกับความเป็นจริง ที่แน่ๆ คือ ณ วันนี้เอกชนต้องพึ่งพาตัวเอง หาความอยู่รอดให้ได้