วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

หาทางออกจากปัญหา

ทางออกทางการเมืองของประเทศไทย ที่ยังดูคลุมเครือและอึมครึม ทำให้สภาพเศรษฐกิจ และบรรยากาศการลงทุนในประเทศ

พลอยซบเซาไปด้วย บรรดาสถาบันการเงินระหว่างประเทศชั้นนำอย่างธนาคารโลกได้ปรับลดคาดการณ์อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยในปีนี้ ลงอีก 1.5% สู่ระดับ 3.0% และปรับลดลง 0.5% สู่ระดับ 4.5% ในปีหน้า ซึ่งต่างก็เป็นระดับต่ำสุดของประเทศในอาเซียน ธนาคารโลกระบุว่าการฟื้นตัวของอุปสงค์ภายนอกประเทศจะช่วยเพิ่มอัตราการขยายตัวของไทย อย่างไรก็ดี อุปสงค์ภายในประเทศของไทยยังอ่อนแอ เนื่องจากความไม่สงบทางการเมือง ซึ่งกระทบต่อรายได้จากการท่องเที่ยว การลงทุนในภาครัฐ และความเชื่อมั่นของนักลงทุน

นอกจากนั้น ความไร้เสถียรภาพทางการเมือง ยังดึงความสนใจของรัฐบาลไปจากประเด็นด้านการพัฒนา ในระยะยาว อย่างการปรับปรุงทักษะและศักยภาพด้านการแข่งขัน ดังนั้นหากสถานการณ์ทางการเมืองมีเสถียรภาพอย่างพอเพียง การขยายตัวก็จะแข็งแกร่งขึ้นในปีนี้ ในระยะเวลาไล่เลี่ยกันกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือไอเอ็มเอฟ คาดการณ์ว่าการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือจีดีพีในปีนี้ของไทย จะอยู่ที่ระดับ 2.5% ซึ่งนับว่าต่ำที่สุดในบรรดาประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ส่วนปีหน้าคาดว่าจีดีพีไทยจะขยายตัว 3.8% โดยแนวโน้มระยะใกล้ในไทยนั้น ยังคงอึมครึมอันเนื่องมาจากสถานการณ์ทางการเมือง เศรษฐกิจในประเทศชะลอตัว ในเวลาที่ความต้องการภาคเอกชนอ่อนแอ และการลงทุนของภาครัฐเกิดความล่าช้า

ไอเอ็มเอฟเตือนด้วยว่า ความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและชาติตะวันตกในเรื่องยูเครน อาจส่งผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจในประเทศอื่นๆ ที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของสหภาพโซเวียต โดยสหภาพยุโรปหรืออียู และสหรัฐกำลังดำเนินมาตรการคว่ำบาตรรัสเซีย เพื่อคัดค้านการที่รัสเซียผนวกไครเมียเข้ามาเป็นส่วนหนึ่ง โดยกิจกรรมทางเศรษฐกิจอาจได้รับผลกระทบในวงกว้างมากขึ้น ถ้าหากภาวะปั่นป่วนวุ่นวายที่ดำเนินต่อไปส่งผลให้นักลงทุนหลีกเลี่ยงสินทรัพย์เสี่ยงในตลาดการเงินโลก หรือถ้าหากการค้าและการเงินได้รับผลกระทบจากการดำเนินมาตรการคว่ำบาตร

อีกปัจจัยหนึ่งที่น่าจะมีอิทธิพลต่อภาพรวมของทั่วโลก คือสภาพเศรษฐกิจโลกที่อาจเผชิญภาวะชะงักงันระยะหนึ่งถ้าหากไม่มีการดำเนินนโยบายที่ถูกต้อง โดยเฉพาะนโยบายของเจ้าหน้าที่ประเทศที่ใช้เงินสกุลยูโรหรือยูโรโซนและญี่ปุ่น อีกทั้งหลายประเทศจะจัดการเลือกตั้งระดับประเทศในปีนี้ ซึ่งอาจสร้างความยุ่งยากให้แก่ความสามารถของแต่ละประเทศในการดำเนินมาตรการทางเศรษฐกิจที่ยากลำบาก ซึ่งในช่วงที่หลายประเทศในโลกกำลังจะเกิดการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองนี้ อาจก่อให้เกิดปัญหาทางงบประมาณ และปัญหาเศรษฐกิจมหภาคได้

ดังนั้น ภาคส่วนต่างๆ ของไทย จึงควรช่วยกันทางออกให้กับประปัญหาของประเทศ เพราะหากปล่อยให้ยืดเยื้อไปเรื่อยๆ ผลกระทบจะยิ่งขยายวงกว้าง การแก้ปัญหาโดยคำนึงถึงผลประโยชน์และความสามัคคีของส่วนรวม จึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้ประเทศชาติก้าวเดินต่อไปได้ อีกทั้งยังเป็นการเตรียมพร้อมศักยภาพในด้านเศรษฐกิจและด้านต่างๆ ของไทย เพื่อให้รับมือกับกระแสการเปลี่ยนแปลงในโลกได้อย่างมั่นคงและมั่นใจ พร้อมไปกับการดำเนินบทบาทหรือมีส่วนร่วมในระดับภูมิภาคและระดับโลกได้อย่างเต็มที่ ไม่ต้องมัวกังวลกับประเด็นเกี่ยวกับความวุ่นวายภายใน