วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ธนาคารกลางยุโรปหลังพิงฝา

ในที่สุดการประชุมของธนาคารกลางยุโรป หรืออีซีบี เมื่อวันพฤหัสบดีได้ตัดสินใจ คงอัตราดอกเบี้ยต่ำเป็นประวัติการณ์ที่ 0.25%

ท่ามกลางกระแสกดดันจากตลาดการลงทุน ที่มีความกังวลว่าเขตเศรษฐกิจยูโรโซน จะตกอยู่ในสภาพเดียวกับญี่ปุ่นที่เกิดภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจพร้อมๆ กับเงินฝืดในช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมา ซึ่งประธานของอีซีบีมาริโอ ดรากี้ ยืนยันมีข้อตกลงจะดำเนินมาตรการผ่อนคลายทางการเงินมากขึ้น ถ้าเงินเฟ้อยูโรโซนอยู่ในระดับต่ำนานเกินไปหรือมีความจำเป็นเกิดขึ้น โดยมีการยอมรับกันว่า ทั้งมาตรการลดดอกเบี้ยและการใช้มาตรการผ่อนคลายทางการเงินเชิงปริมาณ หรือคิวอีเพื่อซื้อสินทรัพย์ ตามอย่างธนาคารกลางสหรัฐ ธนาคารกลางญี่ปุ่น และธนาคารกลางอังกฤษ อาจเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ หลังจากที่ประธานธนาคารกลางของเยอรมันออกมาให้สัมภาษณ์ว่า ประเด็นดังกล่าวได้จัดวางไว้บนโต๊ะการประชุมแล้ว

ยูโรโซนประสบกับเศรษฐกิจถดถอยมาหลายปีเนื่องจากเกิดวิกฤติหนี้สาธารณะของรัฐบาล ในกลุ่มยูโรโซนที่มีสมาชิกอยู่ 17 ประเทศ โดยเฉพาะล่าสุดยังคงมีจีดีพีติดลบ 0.3% ในปีที่แล้ว โดยคาดว่า จะกลับมามีอัตราเติบโต 1% ในปี 2557 นี้ แต่สัญญาณเงินเฟ้อเดือนมี.ค.เพิ่มขึ้นในอัตราชะลอตัวลงต่ำที่ระดับ 0.5% เทียบกับช่วง 12 เดือนย้อนหลัง ยังห่างไกลจากเป้าหมายเงินเฟ้อที่ตั้งไว้ 2% บ่งชี้ถึงแรงส่งเศรษฐกิจที่เชื่องช้า แทนที่เศรษฐกิจจะเดินหน้าเติบโตกลายเป็นเศรษฐกิจชะลอตัว จะยิ่งซ้ำเติมปัญหาใหญ่คือการว่างงานที่มีถึง 19 ล้านคน หรือมีอัตราว่างงานยังอยู่ระดับสูงถึง 11.9% เมื่อเดือนก.พ. โดยเฉพาะประเทศที่ประสบวิกฤติหนี้อย่างรุนแรง ยังคงต้องรัดเข็มขัดใช้จ่ายทางการคลัง เช่น กรีซ สเปน ที่มีอัตราว่างงานพุ่งสูง 25-26% เทียบกับสหรัฐที่อยู่ในระดับ 6.7% และญี่ปุ่นที่ 3.6%

แม้แต่ผู้อำนวยการใหญ่ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือไอเอ็มเอฟ นางคริสติน ลาการ์ด ออกมาเตือนว่า เศรษฐกิจของชาติยุโรปถือว่าเป็นอันตรายต่อความต้องการบริโภคสินค้า ความต้องการผลิต และส่งผลกระทบต่อการจ้างงาน จึงเรียกร้องให้ยุโรปดำเนินนโยบายผ่อนคลายทางการเงินเพื่อรักษาเสถียรภาพของราคาสินค้าซึ่งก็คือเงินเฟ้อ เหมือนกับที่เคยขอให้ญี่ปุ่นที่ประสบภาวะเงินฝืดมายาวนานนับสิบปีให้อัดฉีดเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจมีอัตราเติบโตต่อไป เพราะในยามนี้ต้องถือว่าเศรษฐกิจโลกยังต้องเผชิญความเสี่ยงหลายด้าน ทำให้เกิดความเปราะบาง หากต้องการให้เศรษฐกิจโลกเติบโตกว่า 3% ในปีนี้แล้ว ก็ต้องเร่งให้ยุโรปมีการฟื้นตัว หลังจากที่เศรษฐกิจในช่วง 5 ปีมานี้อยู่ในภาวะถดถอยครั้งใหญ่ยังคงแค่เติบโตอย่างเชื่องช้า ในขณะที่ยังมีความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ในหลายจุด รวมทั้งวิกฤติยูเครนที่อาจจะส่งผลกระทบเชิงลบในวงกว้าง

ฐานะของอีซีบีในขณะนี้ จึงไม่ต่างไปจากภาวะ "หลังพิงฝา" ไม่มีทางเลือกอื่น จำเป็นต้องเดินหน้าใช้มาตรการผ่อนคลายทางการเงินอย่างเข้มข้น ทุ่มเทเงินทำคิวอีอีกหลายแสนล้านยูโรซื้อสินทรัพย์ และลดดอกเบี้ยลงเหลือ 0.15% หรือ 0.1% และปล่อยให้เงินยูโรอ่อนค่าเพื่อรักษาขีดแข่งขัน ตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้ ก่อนที่เครื่องยนต์เศรษฐกิจจะปั่นหัวลงเผชิญกับภาวะเงินฝืดเรื้อรังอย่างยาวนาน ส่งผลทำให้คนตกงานอยู่ในอัตราสูงต่อเนื่อง เพราะถึงตอนนั้นคนยุโรปคงไม่ยอมที่จะตกเป็นคนจนอย่างถาวร เหมือนที่เคยขึ้นช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 และสงครามโลกครั้งที่ 2 มาแล้ว การรีรอของอีซีบีเมื่อวันพฤหัสฯที่ผ่านมาไม่แตกต่างไปจากการซื้อเวลาก่อนที่จะยอมรับความจริงว่าต้องเข้าห้องไอซียูเพื่อผ่าตัดฟื้นฟูเศรษฐกิจอีกระลอกใหญ่