วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ลุ้นคดีอุ้ม "อัลรูไวลี" ดัชนีชี้วัด "ยุติธรรมไทย"

วันนี้ถ้าไม่ติดธุระอะไร ขอแนะนำให้เงี่ยหูฟังคำพิพากษาศาลอาญา ในคดีอุ้มฆ่าและทำลายศพ นายโมฮัมเหม็ด อัลรูไวลี

นักธุรกิจชาวซาอุดีอาระเบีย ตั้งแต่ปี 2533 หรือราว 24 ปีก่อน ว่าศาลจะมีคำพิพากษาออกมาอย่างไร

คดีนี้เป็นหนึ่งในหลายๆ คดีที่เกี่ยวกับซาอุดิอาระเบียเมื่อกว่า 20 ปีที่แล้ว ที่ทำให้ประเทศไทยจำต้องถูกรัฐบาลซาอุฯลดระดับความสัมพันธ์ จนส่งผลถึงตลาดแรงงานมูลค่ามหาศาล ซึ่งทุกๆ รัฐบาลที่ผ่านมาก็พยายามแก้ไข แต่แทบไม่มีอะไรดีขึ้น

คดีที่คาใจรัฐบาลซาอุฯ เกี่ยวกับการดำเนินการในกระบวนการยุติธรรมของไทย มีอยู่ 4 คดีหลักๆ คือ

4 ม.ค.2532 คดีฆาตกรรม นายซอและห์ อัลมาลิกิ เจ้าหน้าที่สถานทูตซาอุฯประจำประเทศไทย

6 ส.ค.2532 นายเกรียงไกร เตชะโม่ง คนงานไทยชาว จ.ลำปาง ซึ่งทำงานอยู่ในพระราชวังของกษัตริย์ไฟซาลแห่งซาอุดีอาระเบีย ก่อคดีขโมยเครื่องเพชรจำนวนนับร้อยรายการ มูลค่ามหาศาลของเจ้าชายไฟซาล บิน ฟาฮัด

1 ก.พ.2533 คนร้ายใช้อาวุธปืนยิง นายอับดุลเลาะห์ เอ อัลเบซาร์รีห์ เลขานุการโท นายฟาฮัด เอ แซด อัลปาฮลี เลขานุการโท และนายอาหะหมัด เอ อัล ซาอีพ ผู้ช่วยเลขานุการ สถานทูตซาอุฯ เสียชีวิตต่างสถานที่กัน

12 ก.พ.2533 นายโมฮัมเหม็ด อัลรูไวลี นักธุรกิจชาวซาอุฯ เจ้าของบริษัทจัดหาแรงงาน หายตัวไปอย่างลึกลับ

ถ้าถามความรู้สึกคนไทยส่วนใหญ่ มักเชื่อว่าคดีที่รัฐบาลซาอุฯไม่พอใจมากที่สุด คือ คดีขโมยเพชร เพราะทางการไทยส่งเพชรกลับคืนให้ไม่ครบ แถมยังมีคดีแตกลูกจากคดีนี้อีกมากมาย เช่น คดีอุ้มฆ่าสองแม่ลูกตระกูลศรีธนขัณฑ์ เป็นต้น

แต่จริงๆ แล้วคดีที่ซาอุฯติดใจมากที่สุด คือ คดีอุ้มหาย นายอัลรูไวลี เพราะเขาเป็นพระญาติของกษัตริย์ไฟซาล และเป็นคดีที่ชัดเจนที่สุดว่ามีเจ้าหน้าที่ไทยเกี่ยวข้องโดยตรง ขณะที่คดีฆ่านักการทูตหลายคนของซาอุฯในห้วงเวลานั้น ค่อนข้างชัดเจนแล้ว ว่ามีปมเงื่อนจากความขัดแย้งทางนิกายของศาสนาอิสลามนอกประเทศไทย แต่มีการส่งทีมไปตามฆ่าการทูตซาอุฯในประเทศต่างๆ

อย่างไรก็ดี ปฏิเสธไม่ได้ว่าการฆ่านักการทูตซาอุฯติดๆ กันหลายรายในขณะนั้น กลายเป็นแรงกดดันให้กรมตำรวจไทยต้องคลี่คลายคดีให้ได้ และมีการตั้งประเด็นการสอบสวนหลายประเด็น แต่ให้น้ำหนักไปที่ประเด็นขัดแย้งผลประโยชน์เกี่ยวกับการจัดส่งแรงงานไทยไปซาอุฯ (สมัยนั้นการไปทำงานซาอุฯเป็นที่นิยมถึงขนาดมีเพลงของวงคาราบาวล้อเลียนเสียดสีแก๊งหลอกแรงงานไปซาอุฯ ชื่อเพลง "ซาอุดร")

และจากการตั้งประเด็นที่ผิดพลาด จึงนำไปสู่การอุ้มตัว นายอัลรูไวลี ไปรีดความจริง กระทั่งนำไปสู่การพลั้งมือฆ่า จนต้องนำศพไปทำลายทิ้งที่ จ.ชลบุรี

ปฏิบัติการอุ้ม นายอัลรูไวลี เป็นการตั้งข้อกล่าวหาของพนักงานสอบสวนดีเอสไอที่รื้อฟื้นคดีขึ้นมาใหม่ และอัยการมีความเห็นสั่งฟ้องต่อศาลเมื่อวันที่ 12 ม.ค.2553 ก่อนคดีจะขาดอายุความเพียง 1 เดือน

ผู้ต้องหาคนสำคัญซึ่งปัจจุบันอยู่ในสถานะ "จำเลย" ก็คือ พล.ต.ท.สมคิด บุญถนอม ซึ่งขณะถูกฟ้องดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5

คดีนี้ถือเป็นคดีสุดคลาสสิกของประเทศไทย เพราะมีทุกอย่างเกิดขึ้นและเป็นมาตรฐานใหม่หลายเรื่อง เริ่มตั้งแต่การตั้งประเด็นกล่าวหา และพิสูจน์ข้อกล่าวหานั้นใช้พยานแวดล้อมทั้งหมด เนื่องจากไม่มีประจักษ์พยาน

และที่กลายเป็นประเด็นฮือฮา คือ การปรากฏของแหวนที่อ้างว่าเป็นของ นายอัลรูไวลี และสวมใส่อยู่ขณะเกิดเหตุจำนวน 1 วง โดยพนักงานสอบสวนอ้างเป็นวัตถุพยานชิ้นสำคัญของคดี

การสืบพยานของคดีนี้ โดยเฉพาะพยานปากเอกอย่าง พ.ต.ท.สุวิชชัย แก้วผลึก อดีตตำรวจที่โดนออกหมายจับในข้อหาฉกรรจ์ คือ ร่วมกันฆ่าแกนนำขบวนการต่อต้านลาว ต้องไปสืบพยานกันนอกราชอาณาจักร

ขณะที่ฝ่ายจำเลย นำโดย พล.ต.ท.สมคิด ก็ต่อสู้ทุกประเด็นอย่างละเอียดยิบ โดยเฉพาะปมที่เกี่ยวกับ "แหวนของกลาง" ที่ไม่เคยปรากฏในสำนวนมาก่อนเลย ทั้งยังร้องเรียน โต้แย้ง และฟ้องร้องทีมพนักงานสอบสวนด้วย

ล่าสุดเมื่อไม่นานมานี้ยังมีประเด็นการเปลี่ยนตัวผู้พิพากษาในคดี ซึ่งในแง่ของศาลอาจเป็นการโยกย้ายแต่งตั้งวาระประจำปี แต่ในแง่ของผู้เสียหายซึ่งเป็นชาวต่างชาติด้วย ดูเหมือนว่าตนเองกำลังไม่ได้รับความเป็นธรรม

ส่วนการต่อสู้กันนอกศาลก็ไม่ธรรมดา เพราะรัฐบาลพรรคเพื่อไทยก็อยากให้ศาลลงโทษจำเลย เพื่อที่ว่าจะได้เดินหน้าเปิดตลาดค้าขายกับซาอุฯ ขณะที่ฝ่ายจำเลยอย่าง พล.ต.ท.สมคิด ก็เป็นน้องชายของ พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม อดีตหัวหน้าสำนักงานเลขาธิการ คมช.

รอลุ้นกันวันนี้...อย่ากระพริบตา!