ครั้งที่แล้วผมเขียนถึงจุดด้อยของประเทศไทย ดังนั้นครั้งนี้จึงขอเขียนเกี่ยวกับจุดเด่นครับ
1. เป็นศูนย์กลางเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หลายคนเป็นห่วงว่าประชากรไทย 67 ล้านคน กำลังเข้าสู่วัยผู้สูงอายุอย่างรวดเร็ว แต่ผมมองต่างมุมว่าไทยเป็นส่วนหนึ่งของผืนแผ่นดินเดียวกันคือเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่รวมถึงพม่า อินโดจีน มาเลเซียและยังเชื่อมต่อภาคใต้ของจีนอีกด้วยและผืนแผ่นดินนี้มีประชากรรวมกัน 250 ล้านคนและมีทรัพยากรมากมาย แท้จริงแล้วกำลังเชื่อมต่อกันในการขนส่ง การท่องเที่ยว การค้า และการลงทุน ทำให้มองได้ว่าเป็นเขตเศรษฐกิจที่กำลังจะเป็นหนึ่งเดียวมากขึ้นทุกวัน โดยไม่ต้องมีการเจรจาทำความตกลงด้านต่างๆ อย่างเป็นทางการของรัฐบาล เพียงแต่ให้รัฐบาลต่างๆ ไม่ขัดขวางการรวมตัวทางเศรษฐกิจที่กำลังเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประเทศไทยก็จะได้รับผลประโยชน์อย่างมหาศาลแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งธุรกิจที่เกี่ยวกับการก่อสร้าง ปิโตรเคมี เครื่องใช้ไฟฟ้า รถยนต์ จักรยานยนต์ ค้าปลีก การท่องเที่ยวและโรงแรม ฯลฯ ล้วนแต่จะมีโอกาสในการขยายธุรกิจได้อีกมาก เห็นได้จากการขยายตัวอย่างรวดเร็วและต่อเนื่องของการค้าของไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน
2. การเป็นพันธมิตรทางเศรษฐกิจกับญี่ปุ่น แม้ว่าเศรษฐกิจญี่ปุ่นจะไม่เฟื่องฟูเหมือนเมื่อ 30 ปีที่แล้ว ส่วนหนึ่งเพราะประชากรกำลังเข้าสู่วัยผู้สูงอายุอย่างรวดเร็ว แต่ก็กำลังเลือกใช้ไทยเป็นพื้นที่เพื่อโยกย้ายฐานการผลิตและเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง เห็นได้จากการเพิ่มกำลังการผลิตรถยนต์และการย้ายเข้าของบริษัทผลิตชิ้นส่วนจนทำให้ไทยเป็นประเทศที่มีกำลังการผลิตรถยนต์ติดอันดับ 10 ของโลก โดยความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีที่ลึกซึ้งระหว่างสองประเทศนั้น สืบเนื่องมาจากการที่ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทยนานกว่า 50 ปี และไทยกับญี่ปุ่นก็ได้มีข้อตกลงพันธมิตรทางเศรษฐกิจระหว่างกันซึ่งในความเข้าใจของผมนั้นไทยไม่มีข้อตกลงที่ผูกพันทางการค้าการลงทุนและเทคโนโลยีอย่างแนบแน่นเช่นนี้กับประเทศอื่นใดเลย ทั้งนี้ ทำให้ญี่ปุ่นซึ่งต้องการขยายการค้าและการลงทุนไปสู่พม่าและอินโดจีนยิ่งให้ความสำคัญกับไทยซึ่งเป็นศูนย์กลางของฐานธุรกิจของญี่ปุ่น และความมั่นคงของคนไทยและประเทศรอบข้างย่อมจะเป็นแรงดึงดูดให้ประเทศอื่นๆ (สหรัฐและยุโรป) ให้ความสำคัญกับไทยมากขึ้น เพราะจะเป็นทั้งตลาดและฐานการผลิตที่สำคัญแห่งหนึ่งของโลก
3. ศักยภาพด้านอาหารและบริการ ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศผู้ส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารรายใหญ่ของโลก ซึ่งในระยะยาวนั้นความต้องการอาหารที่มีคุณภาพ (เนื้อสัตว์และผักผลไม้) นับแต่จะเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะจากประเทศจีนและประเทศพัฒนาแล้ว นอกจากนั้น ไทยก็ยังมีศักยภาพสูงในด้านการท่องเที่ยว ตลอดจนการบริการด้านการรักษาพยาบาล (Medical tourism) ที่น่าจะขยายตัวได้อย่างต่อเนื่องเพราะคนไทยมีทักษะในด้านนี้ จะเห็นว่าผู้สูงอายุจากประเทศพัฒนาแล้วนิยมมาพักผ่อนระยะยาวหรือใช้ชีวิตหลังเกษียณที่ประเทศไทยเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งหากทางการไทยหันมาส่งเสริมและจัดระบบที่ดีก็จะสามารถทำให้อุตสาหกรรมดังกล่าวเป็นแหล่งสร้างงานและความมั่งคั่งให้กับเศรษฐกิจไทยได้อย่างมาก
4. ความเป็นคนไทย เพื่อนและลูกค้าต่างชาติที่ผมคบหามาต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าชอบเมืองไทยและชอบการบริการที่อ่อนโยนและเป็นมิตร กรุงเทพฯและเมืองอื่นๆ ของไทยมีความน่าเที่ยว น่าอยู่ ที่ทำให้หลายคนพร้อมจะเดินทางมาประเทศไทยเมื่อมีโอกาส นักการทูตหลายประเทศก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่าต้องแข่งขันแย่งกันมาประจำที่ประเทศไทย ดังนั้น คนไทยมี natural charm ที่เป็นข้อเด่นที่ยากที่จะประเมินออกมาเป็นตัวเลขหรือรูปธรรม แต่เป็นข้อได้เปรียบทางนามธรรมซึ่งปฏิเสธไม่ได้
5. ความสมดุลและมั่นคงของเศรษฐกิจมหภาคของไทยแม้ว่าจะมีปัญหาการเมืองที่ทำให้เศรษฐกิจขยายตัวได้น้อย เปรียบเสมือนว่าเศรษฐกิจไทยเป็นเรือที่มีความแข็งแกร่ง ไม่ผุ ไม่รั่ว แต่เครื่องยนต์ไม่ทำงาน ดังนั้น เรือจึงต้องล่องตามกระแสน้ำ (เศรษฐกิจโลก) ซึ่งไปในทิศทางที่ถูกต้อง (เศรษฐกิจโลกกำลังฟื้นตัว) แต่เราไม่สามารถเร่งเครื่องแซงเรือลำอื่นได้ ตรงกันข้ามเรือลำอื่นอาจแซงหน้าเรา ความสมดุลและมั่นคงของเศรษฐกิจมหภาคนั้น หมายถึง หนี้ต่างประเทศไม่สูงมาก (หนี้ต่างประเทศทั้งหมดไม่ถึง 50% ของจีดีพีและทุนสำรองระหว่างประเทศสูงถึง 3 เท่าของหนี้ต่างประเทศระยะสั้น) และขาดดุลบัญชีเดินสะพัดน้อยมาก (น่าจะไม่เกิน 0.5% ของจีดีพีในปีนี้) ทำให้ค่าเงินบาทน่าจะมีเสถียรภาพสูง นอกจากนั้นหนี้ของบริษัทไทยโดยรวมก็ต่ำ ระบบธนาคารไม่มีความเสี่ยงเช่นปี 2540 จะมีก็แต่หนี้ครัวเรือนที่สูงถึง 80% ของจีดีพีและอาจสูงขึ้นได้อีก ซึ่งแปลว่าการบริโภคอาจฟื้นตัวอย่างเชื่องช้า แต่ก็จะไม่เป็นปัจจัยเสี่ยงที่จะทำให้เศรษฐกิจไทยถดถอย ประเด็นสุดท้ายคือหนี้สาธารณะของไทยต่ำมาก อยู่ที่ 45% ของจีดีพี แต่สามารถหักหนี้กองทุนฟื้นฟู (เพราะธนาคารแห่งประเทศไทยต้องรับผิดชอบทั้งต้นและดอก) และมีความเสี่ยงน้อยที่รัฐบาลจะต้องรับภาระจากการค้ำประกันการกู้เงินให้รัฐวิสาหกิจอีก 1 ล้านล้านบาทและเมื่อหักลบทั้ง 2 ส่วนนี้ออกไปหนี้สาธารณะก็จะเหลือประมาณ 30% ของจีดีพี ทั้งนี้ ได้รวมภาระการค้ำประกันเงินกู้ในโครงการรับจำนำข้าวไว้ด้วยบางส่วนแล้วครับ









